ชีวิต คนเราเหมือนดั่งเม็ดทรายเล็กๆ ในนาฬิกาทรายที่ไหลรินไม่สิ้นสุด ตัวอย่างเม็ดทรายของนาฬิกาทรายประหนึ่งดั่งทุกๆความรู้สึกทุกๆเรื่องราวของ คนเรา ย่อมไม่อยู่กับที่มีการร่วงหล่นและกลับคืน มีสุขได้เพียงชั่วลมพัดผ่านสักพักทุกข์ก็เข้ามาทัก ดีใจได้เสียใจก็รออยู่ สมหวังได้ผิดหวังตามมาดั่งเงา ต่างกันแค่เพียงช่วงเวลาแห่งการหมุนเวียนของหัวใจในแต่ละคน
บาง ครั้งในบางคนความสุขมาเพียงเพื่อรอคอยความทุกข์มาสลับสับเปลื่ยนเท่านั้น และบางทีในบางคน มีทุกข์จนลืมว่าความสุขเป็นเช่นไรในหัวใจ อาจจะเป็นเพราะว่านาฬิกาทรายของแต่ละคนแต่ละความรู้สึกที่แตกต่างกัน เวลาแห่งการสับเปลื่ยนย่อมที่จะหมุนเวียนช้าเร็วไม่เท่ากัน
แม้ ความรู้สึกของแต่ละคนจะถือกำเนิดมาจากทรายในกาลเวลาเช่นเดียวกัน แต่ในความรู้สึกของบางคนเป็นได้แค่เพียงเม็ดทรายที่ร่วงหล่นและจมหาย ประหนึ่งดั่งแฝงตัวอยู่ใต้นาฬิกาทราย ไม่ได้มีโอกาสกลับมาสลับหมุนเวียนดั่งเช่นเม็ดอื่น อาจจะเป็นเพราะว่าทรายเม็ดนั้นกลัวที่จะหมุนเวียนขึ้นมาเจอกับสิ่งเดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆและยอมทำตัวเองให้เป็นดั่งเม็ดทรายที่จมอยู่ใต้นาฬิกาทราย ของหัวใจตน
ในขณะที่บางคนเป็น เม็ดทรายที่ถูกหล่อหลอมด้วยความรู้สึก แห่งความทรงจำที่เจ็บปวด ให้เป็นเม็ดทรายแห่งความหวัง ไม่ว่าจะหมุนเวียนขึ้นลงอยู่กี่ครั้งก็พร้อมที่จะสู้โดยไม่ท้อ การที่ต้องเจ็บปวดซ้ำๆกับเรื่องเดิมๆ เส้นทางที่ผ่านมาย่อมทิ้งหนทางแห่งวันใหม่ให้คุณเสมอ เพียงแต่คุณมองเห็นและนำมาใช้ได้แค่ไหนในหัวใจของคุณ
และคำ ตอบของเม็ด ทรายเม็ดนั้นก็ย่อมต้องรู้คุณค่ากับสิ่งที่กาลเวลาเดินผ่านทิ้งไว้ให้ เมื่อรู้คุณค่าและที่มาของชีวิตอย่างถ่องแท้แล้ว ก็ย่อมต้องรู้จักรักทรายเม็ดอื่นๆในความรู้สึกของหัวใจตน เวลาที่ผ่านไปไม่หวนคืนมาไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังแค่ไหน ไม่ว่าจะเร็วหรือนานเพียงไร ไม่ว่าจะเจ็บหรือช้ำเพียงใด และไม่ว่าผลลัพท์จะเป็นอย่างไร ทุกๆสรรพสิ่งยังคงเป็นเช่นนั้นเสมอๆ ผ่านเข้ามาเพื่อให้คุณเรียนรู้ เพื่อที่จะก้าวผ่านมันไปมิใช่ให้จมอยู่กับสิ่งที่ผ่านเข้ามาและมองไม่เห็น วันใหม่ในหัวใจ
ทุกๆความเจ็บที่ผ่าน เข้ามาประหนึ่งดั่งฝังเป็นตะกอนแห่ง ความหลังแห่งห้วงอดีตกาล ไร้หนทางที่จะเปลี่ยนอะไร ไม่มีใครที่จะย้อนเวลาคืนกลับไปเพื่อจะแก้ไขเรื่องในอดีตได้ ทุกๆเรื่องราวที่เคยเจ็บช้ำ ไม่มีใครที่จะรั้งเวลาหรือหยุดเพื่อจะกลับไปแก้ไขมันได้ ทุกๆสิ่งที่ผ่านเข้ามาเพียงเพื่อจะผ่านออกไปตามท่วงทำนองแห่งวันวาน
คุณ คงทำได้แค่เพียงเก็บเกี่ยววันเวลาที่ดีๆของทุกๆสิ่งในหัวใจ และสิ่งที่เป็นทุกๆความเจ็บช้ำ ก็ปล่อยให้มันร่วงหล่นไปตามกาลเวลา รอเพียงแค่เวลาที่ทรายเม็ดนั้นกลับคืนมาและนำสิ่งที่เคยทำให้เม็ดทรายเม็ด นั้นร่วงหล่นลงไป มาเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับมัน หาไม่แล้วมันคงเป็นได้แค่เพียง เม็ดทรายที่ไร้ค่า....ในหัวใจคุณ
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สุดท้ายของความรัก เราคือผู้ให้หรือผู้รับ
มีใครบางคนบอกว่า....
ในความรัก ของคนสองคน สุดท้ายเวลาที่เลิกกัน
เราจะรู้ว่าใครคือ "ผู้ให้" และใครคือ "ผู้รับ"
ผู้ให้ คือ คนที่หยิบยื่นความเจ็บปวดให้อีกฝ่าย
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เขาได้ให้มันไปแล้ว
ผู้รับ คือ คนที่ยอมรับความเจ็บปวดนั้นมา
โดยที่ไม่อยากได้มันเลยแม้แต่น้อย...แต่ก็ต้องรับมัน
ความหมาย แบบนี้ ไม่มีใครอยากเป็นผู้รับแน่นอน
และบางคน... คงไม่อยากจะเป็นผู้ให้ ...เหมือนกัน
เพราะกลัวว่าซักวันอาจจะเปลี่ยนมาเป็นผู้รับบ้าง
ใครคนนั้นบอกอีกว่า
บางสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ คนรับ... เต็มใจรับมันเสียด้วย
บางคนรับมันมา... รู้ว่าหนัก วางมันลง ...เพราะกลัวเหนื่อย
บางคนรับมัน... แบกไว้จนหนัก เหนื่อย ...ถึงวางมันลง
บางคน... รู้ว่าหนัก ...กลับยิ่งแบก รับมันเพิ่ม ...มันยิ่งหนัก
ยิ่งเหนื่อย ...แต่ไม่วางมันลง
มันขึ้นอยู่กับว่าคนรับ..ตั้งใจจะเก็บ จะแบกมันไว้กับตัวนานแค่ไหน
ความทุกข์ ความเสียใจ ความผิดหวัง ความเจ็บปวด
เราจะวางมันลง ครั้งเดียวทีเดียวเลยคงไม่ได้และไม่ง่าย...
.... แต่เมื่อไหร่
ที่รู้สึกว่าแบกมันไว้ จนหลังไหล่ลู่ล้า อ่อนแรงไปหมด...
ขอแค่ค่อยๆวางมันลงทีละนิด ...ทีละนิด เท่าที่จะวางได้เป็นพอ
ซักวัน...
มันจะเบาบาง... ผ่อนคลายความหนักหน่วงนั้นเองตามกาลเวลา...
แม้อาจจะไม่มีวันหมดเลยก็ตาม ...แต่ยังไง
ก็ดีกว่าที่จะเก็บมันไว้แบบนั้น....
....ตลอดไป
ในความรัก ของคนสองคน สุดท้ายเวลาที่เลิกกัน
เราจะรู้ว่าใครคือ "ผู้ให้" และใครคือ "ผู้รับ"
ผู้ให้ คือ คนที่หยิบยื่นความเจ็บปวดให้อีกฝ่าย
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เขาได้ให้มันไปแล้ว
ผู้รับ คือ คนที่ยอมรับความเจ็บปวดนั้นมา
โดยที่ไม่อยากได้มันเลยแม้แต่น้อย...แต่ก็ต้องรับมัน
ความหมาย แบบนี้ ไม่มีใครอยากเป็นผู้รับแน่นอน
และบางคน... คงไม่อยากจะเป็นผู้ให้ ...เหมือนกัน
เพราะกลัวว่าซักวันอาจจะเปลี่ยนมาเป็นผู้รับบ้าง
ใครคนนั้นบอกอีกว่า
บางสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ คนรับ... เต็มใจรับมันเสียด้วย
บางคนรับมันมา... รู้ว่าหนัก วางมันลง ...เพราะกลัวเหนื่อย
บางคนรับมัน... แบกไว้จนหนัก เหนื่อย ...ถึงวางมันลง
บางคน... รู้ว่าหนัก ...กลับยิ่งแบก รับมันเพิ่ม ...มันยิ่งหนัก
ยิ่งเหนื่อย ...แต่ไม่วางมันลง
มันขึ้นอยู่กับว่าคนรับ..ตั้งใจจะเก็บ จะแบกมันไว้กับตัวนานแค่ไหน
ความทุกข์ ความเสียใจ ความผิดหวัง ความเจ็บปวด
เราจะวางมันลง ครั้งเดียวทีเดียวเลยคงไม่ได้และไม่ง่าย...
.... แต่เมื่อไหร่
ที่รู้สึกว่าแบกมันไว้ จนหลังไหล่ลู่ล้า อ่อนแรงไปหมด...
ขอแค่ค่อยๆวางมันลงทีละนิด ...ทีละนิด เท่าที่จะวางได้เป็นพอ
ซักวัน...
มันจะเบาบาง... ผ่อนคลายความหนักหน่วงนั้นเองตามกาลเวลา...
แม้อาจจะไม่มีวันหมดเลยก็ตาม ...แต่ยังไง
ก็ดีกว่าที่จะเก็บมันไว้แบบนั้น....
....ตลอดไป
ขอบคุณช่วงเวลาที่ผ่านมาและผ่านไป
ขอบคุณช่วงเวลาดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ขอบคุณช่วงเวลาที่ทำให้รู้ว่า . ..
ความสุขในวันที่เราตกหลุมรักใครนั้น
มันมีค่าและมีความหมายแค่ไหน
ขอบคุณช่วงเวลาดี ๆ ที่ทำให้ฉันได้ลองรักใครสักคน
และใส่ใจใครคนหนึ่ง. . .
ถึงแม้ฉันอาจจะทำอะไรขาด ๆ เกิน ๆ เรื่องมาก
แต่ทุกอย่างก็ทำจากใจ อย่างที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน
และขอบคุณช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทำให้ฉันมีความรัก
ขอบคุณช่วงเวลาอันแสนสั้นนัก
ที่พลัดพรากความรัก และความสุขนั้นผ่านไป
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า . . .
วันเวลาที่มีความหมาย และสำคัญจะหมดไปเร็วมาก
กลายเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดใจเข้ามาแทน
แต่ถึงแม้มันจะเป็นเวลาอันสั้น ๆ
แต่ฉันก็มีความทรงจำมากมาย . . .
มีเรื่องประทับใจ เรื่องเศร้า เรื่องเหงา ๆ เข้ามาในชีวิต
ขอโทษนะ หากบางเวลา ที่ฉันอาจจะดูเอาแต่ใจ
ขอโทษนะ หากบางเวลาอาจดูเป็นคนไร้เหตุผล
แต่กว่าจะรู้ ช่วงเวลาผ่านนั้นก็ผ่านไปแล้ว
มาวันนี้ . . . ฉันก็ยังขอบคุณช่วงเวลานะ
ที่จะพัดพาให้ความเจ็บปวดนั้นเริ่มหายไปจากใจฉัน
ถึงแม้ว่า . . . วันเวลานี้ ความเจ็บปวดจะยังไม่ผ่านพ้นไป
แต่ฉันเชื่อว่า . . . วันเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
ยังมีอีกหลายเวลา ที่ฉันต้องเรียนรู้ ต้องสู้ ต้องดิ้นรน
ต่อไปฉันจะทำและเรียนรู้วันเวลาให้มีค่า และให้ดีที่สุด
ฉันจะก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ ตามกาลเวลาที่หมุนไป
พร้อม ๆ กับ คนรอบข้างที่คอยให้กำลังใจ
อย่างครอบครัว พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ คนสำคัญของฉัน
ที่คอยอยู่เคียงข้างต่อไป
ขอบคุณช่วงเวลาที่ทำให้รู้ว่า . ..
ความสุขในวันที่เราตกหลุมรักใครนั้น
มันมีค่าและมีความหมายแค่ไหน
ขอบคุณช่วงเวลาดี ๆ ที่ทำให้ฉันได้ลองรักใครสักคน
และใส่ใจใครคนหนึ่ง. . .
ถึงแม้ฉันอาจจะทำอะไรขาด ๆ เกิน ๆ เรื่องมาก
แต่ทุกอย่างก็ทำจากใจ อย่างที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน
และขอบคุณช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทำให้ฉันมีความรัก
ขอบคุณช่วงเวลาอันแสนสั้นนัก
ที่พลัดพรากความรัก และความสุขนั้นผ่านไป
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า . . .
วันเวลาที่มีความหมาย และสำคัญจะหมดไปเร็วมาก
กลายเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดใจเข้ามาแทน
แต่ถึงแม้มันจะเป็นเวลาอันสั้น ๆ
แต่ฉันก็มีความทรงจำมากมาย . . .
มีเรื่องประทับใจ เรื่องเศร้า เรื่องเหงา ๆ เข้ามาในชีวิต
ขอโทษนะ หากบางเวลา ที่ฉันอาจจะดูเอาแต่ใจ
ขอโทษนะ หากบางเวลาอาจดูเป็นคนไร้เหตุผล
แต่กว่าจะรู้ ช่วงเวลาผ่านนั้นก็ผ่านไปแล้ว
มาวันนี้ . . . ฉันก็ยังขอบคุณช่วงเวลานะ
ที่จะพัดพาให้ความเจ็บปวดนั้นเริ่มหายไปจากใจฉัน
ถึงแม้ว่า . . . วันเวลานี้ ความเจ็บปวดจะยังไม่ผ่านพ้นไป
แต่ฉันเชื่อว่า . . . วันเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
ยังมีอีกหลายเวลา ที่ฉันต้องเรียนรู้ ต้องสู้ ต้องดิ้นรน
ต่อไปฉันจะทำและเรียนรู้วันเวลาให้มีค่า และให้ดีที่สุด
ฉันจะก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ ตามกาลเวลาที่หมุนไป
พร้อม ๆ กับ คนรอบข้างที่คอยให้กำลังใจ
อย่างครอบครัว พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ คนสำคัญของฉัน
ที่คอยอยู่เคียงข้างต่อไป
ฉันเป็นเพียงสิ่งเล็กๆบนโลกนี้
ฉันอาจไม่ใช่ดวงดาวบนฟ้าที่เธอแหงนมองดูได้
ฉันเป็นเพียงแสงเล็ก ๆ จากก้านไม้ขีดไฟ
แต่จะหลอมเป็นแสงสว่างสุดท้ายให้เพียงเธอ
ฉันอาจไม่ได้เป็นดอกกุหลาบต้องตาใครต่อใคร
ฉันเป็นเพียงดอกไม้ที่พลิ้วไหวให้เธอยิ้มได้เสมอดอกไม้ไม่มีชื่อในโลกที่ไม่มีใครได้พบเจอ
แต่จะเป็นดอกไม้เดียวที่บานในใจเธอตลอดไปฉัน อาจไม่ใช่สายฝนโปรยฉันเป็นเพียงหยดน้ำที่โบก โบยความอ่อนล้าให้เธอได้
หากแม้เป็นหยดน้ำตา จะหลั่งรินมาให้เธอสบายใจ รอเวลาเหือดแห้งไป ให้เธอพบวันคืนที่สดใสแสนดี ฉันอาจไม่ใช่สายลม
แต่ฉันเป็นอณูความห่วงใย ที่เพาะบ่ม ทุกลมหายใจนับจากนี้ในหัวใจที่ว่างเปล่า...เธออาจไม่มีฉันแล้วก็ตามที
แต่ขอให้รับรู้เถอะคนดี...ทุกความ รู้สึกที่ฉันมีจะไม่เปลี่ยนไปฉันเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ บนโลกนี้ ไม่ขอเป็นอะไรที่มากมี
และยิ่งใหญ่ แม้เธอเห็นฉันเป็นเพียงภาพฝันไร้ตัวตนบนความห่างไกล ก็ลืมเถอะเธอ...ลืมฉันให้หมดใจ ...ฉันไม่เคยเสียใจที่รักเธอ...
ฉันเป็นเพียงแสงเล็ก ๆ จากก้านไม้ขีดไฟ
แต่จะหลอมเป็นแสงสว่างสุดท้ายให้เพียงเธอ
ฉันอาจไม่ได้เป็นดอกกุหลาบต้องตาใครต่อใคร
ฉันเป็นเพียงดอกไม้ที่พลิ้วไหวให้เธอยิ้มได้เสมอดอกไม้ไม่มีชื่อในโลกที่ไม่มีใครได้พบเจอ
แต่จะเป็นดอกไม้เดียวที่บานในใจเธอตลอดไปฉัน อาจไม่ใช่สายฝนโปรยฉันเป็นเพียงหยดน้ำที่โบก โบยความอ่อนล้าให้เธอได้
หากแม้เป็นหยดน้ำตา จะหลั่งรินมาให้เธอสบายใจ รอเวลาเหือดแห้งไป ให้เธอพบวันคืนที่สดใสแสนดี ฉันอาจไม่ใช่สายลม
แต่ฉันเป็นอณูความห่วงใย ที่เพาะบ่ม ทุกลมหายใจนับจากนี้ในหัวใจที่ว่างเปล่า...เธออาจไม่มีฉันแล้วก็ตามที
แต่ขอให้รับรู้เถอะคนดี...ทุกความ รู้สึกที่ฉันมีจะไม่เปลี่ยนไปฉันเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ บนโลกนี้ ไม่ขอเป็นอะไรที่มากมี
และยิ่งใหญ่ แม้เธอเห็นฉันเป็นเพียงภาพฝันไร้ตัวตนบนความห่างไกล ก็ลืมเถอะเธอ...ลืมฉันให้หมดใจ ...ฉันไม่เคยเสียใจที่รักเธอ...
บทความ คำสอนของปู่เย็น
ทำอะไรต้องเกรงใจเจ้าของบ้าน ไม่กวน ไม่บอก
ถ้ายังไหว ก็ต้องทำ เบื่อไม่ได้
คนเดียว มีอะไรก็กินส่งไป
พอได้ปลามา อะไรก็ลืม ไม่คิดถึงภรรยา เช้าก็ขาย
ต้องมีเงินหมื่น ถึงจะพอกิน
อยู่บ้านสบายตัว แต่ไม่มีเงิน ใครจะให้ ไปหารายได้
ไม่อยู่บังคับใคร มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน ไม่ขอใคร
หาปลาได้อัฐ ไม่ได้ปลาก็ทำปลาเค็มขาย
อดไม่ตาย หอยไม่มือมีตีน มีแต่ปากยังหากินได้
คนเราอดตายหายาก ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้น่ะ
ค่าเรือคิดแค่ 200 บาท คิดอยู่ไม่ได้ต้อง 400 เอาเหลือ 300 ได้แต่แอบให้อีก 100 น่ะ อย่าบอกใคร
อย่าให้ใครเห็น
ไม่กวนใจคนอื่น ไม่ทำน่ะ ไม่กวนใจ คนขี้เกรงใจ
มีน้อยใช้มาก ภายหลังลำบาก
ขายอย่าให้แพง คนจะได้กินลง เวลาซื้อไปให้พอหม้อ
หามาปันกันกิน ช่างมัน
อกเขาอกเราเหมือนกัน
ของแพงกินไม่ลง
ไม่เอา ไม่โกง
หมดตังค์แล้วสบายดี ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องกิน
เกรงใจไม่เอา อาย กินฟรีได้ แต่ไม่อยากกิน
ไหนต้องล้าง ต้องตัก ของเขาขาย
สมัยนี้คนหุงข้าวด้วยฟืนไม่เป็น
คนไทยทำใจเย็น ๆ
เป็นหนี้ใครไม่ได้นอนไม่หลับ
สามหมื่นมาก หมื่นเดียวพอแล้ว
เอามากพอตายคนอื่นเอาหมด
ถ้าว่าไม่มี ก็ไม่ต้องเอา
คนเดียวไม่ต้องห่วง ไปไหนก็ได้ ไม่มีใครบังคับ
ภรรยาบอกว่า คลำดูมีหางอย่าเอา
มีเมียสามแล้วรวย แต่ต้องอยู่ด้วยกัน
เมียสาม แม่บ้าน แม่ค้า แม่ครัว
คิดว่าโชคดีไหมที่อายุยืน ไม่รู้มันยืนเอง
เกรงใจคน เกรงอกเกรงใจ
เขาเต็มใจให้ เดี๋ยวเขาว่าอีก
เฉย ไม่ทุรนทุรายของใคร
ใครรวยก็ช่าง เขาเอาไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเขา
เราทำให้ให้เขาลำบากไม่เอา
10 คน 10 ใจ บางคนคิดอย่างนี้ บางคนคิดอย่างนั้น
ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้นมีลง มีสูงมีต่ำ พอสุดท้ายก็ตาย
ตายแล้วอยากไปเกิดเป็นอะไร
ตายแล้วก็หนีเขาตูดวัว เข้าท้องวัว ตำรวจเมืองผีไม่เห็น ไปให้หวย ให้คนรวย ๆ
ตายแล้วใส่ลูกซองสั่นให้กูไปยิงเมืองผีด้วย
ถ้ายังไหว ก็ต้องทำ เบื่อไม่ได้
คนเดียว มีอะไรก็กินส่งไป
พอได้ปลามา อะไรก็ลืม ไม่คิดถึงภรรยา เช้าก็ขาย
ต้องมีเงินหมื่น ถึงจะพอกิน
อยู่บ้านสบายตัว แต่ไม่มีเงิน ใครจะให้ ไปหารายได้
ไม่อยู่บังคับใคร มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน ไม่ขอใคร
หาปลาได้อัฐ ไม่ได้ปลาก็ทำปลาเค็มขาย
อดไม่ตาย หอยไม่มือมีตีน มีแต่ปากยังหากินได้
คนเราอดตายหายาก ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้น่ะ
ค่าเรือคิดแค่ 200 บาท คิดอยู่ไม่ได้ต้อง 400 เอาเหลือ 300 ได้แต่แอบให้อีก 100 น่ะ อย่าบอกใคร
อย่าให้ใครเห็น
ไม่กวนใจคนอื่น ไม่ทำน่ะ ไม่กวนใจ คนขี้เกรงใจ
มีน้อยใช้มาก ภายหลังลำบาก
ขายอย่าให้แพง คนจะได้กินลง เวลาซื้อไปให้พอหม้อ
หามาปันกันกิน ช่างมัน
อกเขาอกเราเหมือนกัน
ของแพงกินไม่ลง
ไม่เอา ไม่โกง
หมดตังค์แล้วสบายดี ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องกิน
เกรงใจไม่เอา อาย กินฟรีได้ แต่ไม่อยากกิน
ไหนต้องล้าง ต้องตัก ของเขาขาย
สมัยนี้คนหุงข้าวด้วยฟืนไม่เป็น
คนไทยทำใจเย็น ๆ
เป็นหนี้ใครไม่ได้นอนไม่หลับ
สามหมื่นมาก หมื่นเดียวพอแล้ว
เอามากพอตายคนอื่นเอาหมด
ถ้าว่าไม่มี ก็ไม่ต้องเอา
คนเดียวไม่ต้องห่วง ไปไหนก็ได้ ไม่มีใครบังคับ
ภรรยาบอกว่า คลำดูมีหางอย่าเอา
มีเมียสามแล้วรวย แต่ต้องอยู่ด้วยกัน
เมียสาม แม่บ้าน แม่ค้า แม่ครัว
คิดว่าโชคดีไหมที่อายุยืน ไม่รู้มันยืนเอง
เกรงใจคน เกรงอกเกรงใจ
เขาเต็มใจให้ เดี๋ยวเขาว่าอีก
เฉย ไม่ทุรนทุรายของใคร
ใครรวยก็ช่าง เขาเอาไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเขา
เราทำให้ให้เขาลำบากไม่เอา
10 คน 10 ใจ บางคนคิดอย่างนี้ บางคนคิดอย่างนั้น
ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้นมีลง มีสูงมีต่ำ พอสุดท้ายก็ตาย
ตายแล้วอยากไปเกิดเป็นอะไร
ตายแล้วก็หนีเขาตูดวัว เข้าท้องวัว ตำรวจเมืองผีไม่เห็น ไปให้หวย ให้คนรวย ๆ
ตายแล้วใส่ลูกซองสั่นให้กูไปยิงเมืองผีด้วย
หลักคำสอน....คติเตือนใจคำคมโดยท่าน ว.วชิรเมธี
1. คนธรรมดาทำบุญก็อยากได้บุญ คนมีปัญญาทำบุญหวังจะเกิดในภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ชาวพุทธแท้ทำบุญเพื่อการปล่อยวางกิเลสอย่างสิ้นเชิง
2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย
3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี
4. นักปราชญ์ตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ
5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม
6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 เมตตา หน้า 2 คือ กรุณา หน้า 3 คือ มุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา
7. ยามปกติเลี้ยงลูกด้วยเมตตา ยามมีปัญหาคอยช่วยเหลือด้วยกรุณา ยามลูกทำดีคอยส่งเสริมด้วยมุทิตา ยามลูกทำผิดปล่อยให้รับกรรมด้วยตัวเอง คือ อุเบกขา
8. รอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์ แต่เป็นรอยเท้าแห่งจินตนาการ
9. การแก้กรรมคือการแก้ที่ความหลงผิด การแก้กรรมคือการเลิกทำความชั่ว ดังนั้นการแก้กรรมจึงไม่ใช่สำเร็จที่การสะเดาะเคราะห์หรือทำพิธีจากเกจิ
10. คนที่รู้เรื่องกรรมดีที่สุดคือตัวเราเอง คนที่แก้กรรมได้ดี่ที่สุดคือตัวของเรา การแก้กรรมต้องทำด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมแปลกๆ
11. คนขุดบ่อน้ำก็ลงต่ำอยู่ในดิน คนก่อกำแพงก็ขึ้นสูงตามกำแพงที่ก่อ ฉันนี้ฉันใดคนทั้งหลายก้เป็นเช่นนั้น จะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับการกระทำของตน
12. คนฉลาดชอบแกล้งโง่ คนโง่ชอบเสแสร้งว่าฉลาด ส่วนนักปราชญ์เรียนรู้ที่จะฉลาดและเรียนรู้ที่จะโง่
13. กฎแห่งกรรมไม่ต้องืวีซ่า กฎแห่งกรรมไม่ยกเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม กฎแห่งกรรมไม่มีวันหยุด กฎแห่งกรรมเที่ยงธรรมตลอดกาล
14. บิล เกตต์ เรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
15. อย่ายึดติดกับความหลัง อย่าฟังเสียงปาปมิตร (มิตรชั่ว) อย่ามัวคิดริษยา อย่าเสียเวลากับคนเลวทราม
16. คนส่วนใหญ่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน แต่คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์
17. ความไม่รู้เป็นยอดแห่งมลทิน ปัญญาเป็นยอดแห่งสิริมงคลความถ่อมตนเป็นยอดแห่งเสน่ห์
18. รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง
19. ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเรา
20. ยศ ทรัพย์ อำนาจเป็นเพียงมรรควิธีที่ทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเป้าหมายในการเกิดเป็นมนุ๋ย์
21. ทำผิดแล้วรู้สึกผิดต่อไปจะเป็นคนดี ทำผิดแล้วรู้สึกว่าเป็นความดีกาลกิณีจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
22. ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข
23. ความรักไม่เคยทำให้ใครทุกข์ การไม่รู้จักธรรมชาติของความรักต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ธรรมชาติของความรักคือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ดำรงอยู่ในท่ามกลาง และแตกดับไปในที่สุด
24. โลกนี้มีผี 6 ตัวที่น่ากลัวกว่าผีไหนๆ 1 ผีสุรา 2ผีเที่ยวกลางคืน 3. ผีมหรสพ (ติดใจในความบันเทิงจนเกินพอดี) 4 ผีการพนัน 5 ผีคบคนชั่วเป็นมิตร (คนชั่วอยู่ไหนชอบเถลไถลไปสนิทสนม) 6 ผีขี้เกียจ ผี 6 ตัวนี้ต้องปราบด้วยปฏิบัติธรรม
2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย
3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี
4. นักปราชญ์ตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ
5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม
6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 เมตตา หน้า 2 คือ กรุณา หน้า 3 คือ มุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา
7. ยามปกติเลี้ยงลูกด้วยเมตตา ยามมีปัญหาคอยช่วยเหลือด้วยกรุณา ยามลูกทำดีคอยส่งเสริมด้วยมุทิตา ยามลูกทำผิดปล่อยให้รับกรรมด้วยตัวเอง คือ อุเบกขา
8. รอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์ แต่เป็นรอยเท้าแห่งจินตนาการ
9. การแก้กรรมคือการแก้ที่ความหลงผิด การแก้กรรมคือการเลิกทำความชั่ว ดังนั้นการแก้กรรมจึงไม่ใช่สำเร็จที่การสะเดาะเคราะห์หรือทำพิธีจากเกจิ
10. คนที่รู้เรื่องกรรมดีที่สุดคือตัวเราเอง คนที่แก้กรรมได้ดี่ที่สุดคือตัวของเรา การแก้กรรมต้องทำด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมแปลกๆ
11. คนขุดบ่อน้ำก็ลงต่ำอยู่ในดิน คนก่อกำแพงก็ขึ้นสูงตามกำแพงที่ก่อ ฉันนี้ฉันใดคนทั้งหลายก้เป็นเช่นนั้น จะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับการกระทำของตน
12. คนฉลาดชอบแกล้งโง่ คนโง่ชอบเสแสร้งว่าฉลาด ส่วนนักปราชญ์เรียนรู้ที่จะฉลาดและเรียนรู้ที่จะโง่
13. กฎแห่งกรรมไม่ต้องืวีซ่า กฎแห่งกรรมไม่ยกเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม กฎแห่งกรรมไม่มีวันหยุด กฎแห่งกรรมเที่ยงธรรมตลอดกาล
14. บิล เกตต์ เรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
15. อย่ายึดติดกับความหลัง อย่าฟังเสียงปาปมิตร (มิตรชั่ว) อย่ามัวคิดริษยา อย่าเสียเวลากับคนเลวทราม
16. คนส่วนใหญ่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน แต่คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์
17. ความไม่รู้เป็นยอดแห่งมลทิน ปัญญาเป็นยอดแห่งสิริมงคลความถ่อมตนเป็นยอดแห่งเสน่ห์
18. รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง
19. ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเรา
20. ยศ ทรัพย์ อำนาจเป็นเพียงมรรควิธีที่ทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเป้าหมายในการเกิดเป็นมนุ๋ย์
21. ทำผิดแล้วรู้สึกผิดต่อไปจะเป็นคนดี ทำผิดแล้วรู้สึกว่าเป็นความดีกาลกิณีจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
22. ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข
23. ความรักไม่เคยทำให้ใครทุกข์ การไม่รู้จักธรรมชาติของความรักต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ธรรมชาติของความรักคือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ดำรงอยู่ในท่ามกลาง และแตกดับไปในที่สุด
24. โลกนี้มีผี 6 ตัวที่น่ากลัวกว่าผีไหนๆ 1 ผีสุรา 2ผีเที่ยวกลางคืน 3. ผีมหรสพ (ติดใจในความบันเทิงจนเกินพอดี) 4 ผีการพนัน 5 ผีคบคนชั่วเป็นมิตร (คนชั่วอยู่ไหนชอบเถลไถลไปสนิทสนม) 6 ผีขี้เกียจ ผี 6 ตัวนี้ต้องปราบด้วยปฏิบัติธรรม
ความรัก.... รู้ ไม่รู้ ก็เหมือนกัน
ความอยากรู้ และ ความไม่อยากรู้ ของคนเรา
ในช่วงเวลาเดียวกัน
มันอาจจะเกิดอารมณ์แบบนี้ขึ้นมาได้พร้อม ๆ กัน
ความอยากรู้กับสิ่งที่เราพยายามตั้งคำถาม
ในขณะที่เดียวกันความไม่อยากรู้ก็เกิดขึ้น
เพราะ.....กลัวว่าจะได้คำตอบไม่เหมือนกับที่ต้องการ
อยากรู้...........
กลายเป็นเหมือนอารมณ์หนึ่งของมนุษย์ที่พร้อมจะทำทุกอย่าง
ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ
ไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจเงื่อนไขต่าง ๆ
เพียงแค่ขอให้ตัวเองได้มีโอกาสที่จะรับรู้สิ่งที่เป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจ
ไม่อยากรู้..........
ดูเหมือนอารมณ์ที่จะตรงกันข้ามกัน
แต่จริงๆแล้วมันกลับเป็นอารมณ์ในทิศทางเดียวกัน
แต่ถูกกั้นให้เกิดความต่างแตกด้วยความกลัว
ความไม่กล้าที่จะรับรู้ความจริง
ความไม่กล้าที่จะรู้คำตอบของสิ่งที่เราอยากรู้นั้นเอง
ความรัก....
หลายครั้งที่มันก็มาพร้อมกับความอยากรู้และความไม่อยากรู้
อยากรู้ว่าคุณคิดอย่างไง...?
อยากรู้ว่าคุณสนใจฉันมั๊ย...?
อยากรู้ว่าคุณพร้อมจะเคียงข้างกันหรือเปล่า....?
นั้นทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายกับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้
แต่ในทางตรงกันข้าม
ความรัก...ที่ทำให้คนเราอยากรู้เรื่องมากมาย
ก็สร้างเงื่อนไขบางอย่าง...ให้ความอยากรู้นั้นเกิดสะดุด
เพราะคนจำนวนมากเกิดกลัวคำตอบที่จะได้รับขึ้นมา
กลัวว่าจะยอมรับมันไม่ได้
กลัวว่าคำตอบจะไม่เป็นอย่างที่คิด ....
และก็กลัวอะไรอีกหลายหลาก
เรื่องบางเรื่อง การรู้หรือไม่รู้อาจจะไม่ใช่สาระสำคัญ
การทำอะไรซักอย่างบนความไม่รู้
หลายครั้งมันกลับกลายเป็นเรื่องที่ดี
ที่ทำให้คนเราพร้อมจะทำอะไรที่ตัวเองมีความสุขอย่างนั้นไปเรื่อยๆ
บางครั้งคนเราก็คงต้องกลับมาถามตัวเองว่า....
เราพร้อมจะรู้หรืออยากจะอยู่กับความไม่รู้แบบนี้
อันดีไหนกว่า.....
คุณเท่านั้นที่รู้ว่าคุณจะเลือกแบบไหน
"ความรัก.... รู้ ไม่รู้ ก็เหมือนกัน" ใช่มั๊ย
ในช่วงเวลาเดียวกัน
มันอาจจะเกิดอารมณ์แบบนี้ขึ้นมาได้พร้อม ๆ กัน
ความอยากรู้กับสิ่งที่เราพยายามตั้งคำถาม
ในขณะที่เดียวกันความไม่อยากรู้ก็เกิดขึ้น
เพราะ.....กลัวว่าจะได้คำตอบไม่เหมือนกับที่ต้องการ
อยากรู้...........
กลายเป็นเหมือนอารมณ์หนึ่งของมนุษย์ที่พร้อมจะทำทุกอย่าง
ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ
ไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจเงื่อนไขต่าง ๆ
เพียงแค่ขอให้ตัวเองได้มีโอกาสที่จะรับรู้สิ่งที่เป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจ
ไม่อยากรู้..........
ดูเหมือนอารมณ์ที่จะตรงกันข้ามกัน
แต่จริงๆแล้วมันกลับเป็นอารมณ์ในทิศทางเดียวกัน
แต่ถูกกั้นให้เกิดความต่างแตกด้วยความกลัว
ความไม่กล้าที่จะรับรู้ความจริง
ความไม่กล้าที่จะรู้คำตอบของสิ่งที่เราอยากรู้นั้นเอง
ความรัก....
หลายครั้งที่มันก็มาพร้อมกับความอยากรู้และความไม่อยากรู้
อยากรู้ว่าคุณคิดอย่างไง...?
อยากรู้ว่าคุณสนใจฉันมั๊ย...?
อยากรู้ว่าคุณพร้อมจะเคียงข้างกันหรือเปล่า....?
นั้นทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายกับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้
แต่ในทางตรงกันข้าม
ความรัก...ที่ทำให้คนเราอยากรู้เรื่องมากมาย
ก็สร้างเงื่อนไขบางอย่าง...ให้ความอยากรู้นั้นเกิดสะดุด
เพราะคนจำนวนมากเกิดกลัวคำตอบที่จะได้รับขึ้นมา
กลัวว่าจะยอมรับมันไม่ได้
กลัวว่าคำตอบจะไม่เป็นอย่างที่คิด ....
และก็กลัวอะไรอีกหลายหลาก
เรื่องบางเรื่อง การรู้หรือไม่รู้อาจจะไม่ใช่สาระสำคัญ
การทำอะไรซักอย่างบนความไม่รู้
หลายครั้งมันกลับกลายเป็นเรื่องที่ดี
ที่ทำให้คนเราพร้อมจะทำอะไรที่ตัวเองมีความสุขอย่างนั้นไปเรื่อยๆ
บางครั้งคนเราก็คงต้องกลับมาถามตัวเองว่า....
เราพร้อมจะรู้หรืออยากจะอยู่กับความไม่รู้แบบนี้
อันดีไหนกว่า.....
คุณเท่านั้นที่รู้ว่าคุณจะเลือกแบบไหน
"ความรัก.... รู้ ไม่รู้ ก็เหมือนกัน" ใช่มั๊ย
ก้าวเดินต่อไป แม้ใจจะเจ็บปวด
ก้าวเดินต่อไป แม้ใจจะเจ็บปวด
วันนี้ . . . ที่ไม่มีเธอ
เท้าทั้งสองข้างของฉัน อ่อนล้าและหมดแรง
แต่ . . . ทุกอย่างมันหยุดนิ่งไม่ได้
หลังจากที่ฉันเสียใจ และทำใจยอมรับกับการที่ถูกทิ้งไม่ได้
มาวันนี้ . . . ฉันเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น
ป่วยการที่จะรั้งเธอไว้ ในเมื่อใจเธออยู่กับเค้า
ในวันที่ฉันร้องไห้เสียใจมากมาย
มีหลายคนรอบข้างที่คอยเป็นห่วงเป็นใย
มันทำให้ฉันคิดได้ว่า . . .
ทำไมฉันต้องทำให้คนที่รักฉันมากมายเหล่านี้
ต้องมานั่งทุกข์ใจกับฉัน เพียงเพราะฉันอกหัก
ฉันต้องลุกขึ้นเดิน . . .
แม้วันนี้ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม
ไม่มีใครบางคน . . .
แต่โลกของฉันยังคงหมุนต่อไป
ยังมีเรื่องที่ฉันต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย
วันนี้ถึงเธอจะเดินจากไป . . .
แต่คงไม่ทำให้ฉันหยุดหายใจได้
เพราะต่อให้ฉันร้องไห้และคิดถึงเธออย่างไร
. . . เธอคงไม่กลับมา
ต่อไป . . . เจ็บยังไงฉันก็ต้องอดทน
เสียใจยังไงก็ต้องทำใจ
มีน้ำตาและอ่อนล้าอย่างไร
ฉันก็ต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ . . .
ฉันจะกลับเป็นฉันคนเก่า ที่อาจจะเหงาบางวัน
แต่ฉันเชื่อว่าพรุ่งนี้ที่จะก้าวเดิน มันต้องดีกว่าวันนี้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันนี้ . . . ที่ไม่มีเธอ
เท้าทั้งสองข้างของฉัน อ่อนล้าและหมดแรง
แต่ . . . ทุกอย่างมันหยุดนิ่งไม่ได้
หลังจากที่ฉันเสียใจ และทำใจยอมรับกับการที่ถูกทิ้งไม่ได้
มาวันนี้ . . . ฉันเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น
ป่วยการที่จะรั้งเธอไว้ ในเมื่อใจเธออยู่กับเค้า
ในวันที่ฉันร้องไห้เสียใจมากมาย
มีหลายคนรอบข้างที่คอยเป็นห่วงเป็นใย
มันทำให้ฉันคิดได้ว่า . . .
ทำไมฉันต้องทำให้คนที่รักฉันมากมายเหล่านี้
ต้องมานั่งทุกข์ใจกับฉัน เพียงเพราะฉันอกหัก
ฉันต้องลุกขึ้นเดิน . . .
แม้วันนี้ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม
ไม่มีใครบางคน . . .
แต่โลกของฉันยังคงหมุนต่อไป
ยังมีเรื่องที่ฉันต้องเรียนรู้อะไรอีกมากมาย
วันนี้ถึงเธอจะเดินจากไป . . .
แต่คงไม่ทำให้ฉันหยุดหายใจได้
เพราะต่อให้ฉันร้องไห้และคิดถึงเธออย่างไร
. . . เธอคงไม่กลับมา
ต่อไป . . . เจ็บยังไงฉันก็ต้องอดทน
เสียใจยังไงก็ต้องทำใจ
มีน้ำตาและอ่อนล้าอย่างไร
ฉันก็ต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ . . .
ฉันจะกลับเป็นฉันคนเก่า ที่อาจจะเหงาบางวัน
แต่ฉันเชื่อว่าพรุ่งนี้ที่จะก้าวเดิน มันต้องดีกว่าวันนี้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เส้นขนานของความรัก กับเวลา และระยะทาง
ผมไม่รู้หรอกว่า...
ความรักของแต่ละคนเป็นยังไง
มันก็มีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกันไป
ก็เพราะเหตุนี้จึงทำให้ความรักดูมีค่า
ที่จะพยายามค้นหาความรักในรูปแบบของตัวเอง
บางคนเคยบอกว่า...
ความรักแปรผกผันกับเวลาและระยะทาง
มันเป็นเหมือนเส้นตรงสองเส้นที่ขนานกัน
ชนิดที่ว่ามองไม่เห็นปลายทางที่จะเชื่อมต่อกัน
รัก...ยิ่งห่างกันไป ยิ่งนานไปเรื่อยๆ
ยิ่งจะทำให้ความเข้มข้นของความรัก
....จางลง.... จางลงไปเรื่อยๆ
ก็ยังคงไม่เข้าใจว่า
ทำไมความรักถึงเป็นอย่างนี้
ทั้งที่เคยบอกว่า
"จะรักกันตลอดไป"
แต่ผมว่าเวลาและระยะทาง
เป็นสิ่งที่จะสามารถวัดได้ว่า
ความรู้สึกที่คุณมีอยู่นั้นคืออะไร
เป็นรักแท้ เป็นแค่ความรักเพียงชั่วครู่
หรือเป็นเพียงความลุ่มหลง
เพื่อที่จะได้ทดลองดูว่าหัวใจของคุณ...
มั่นคงต่อเค้าคนนั้นมากเพียงใด
ผมยอมรับว่า เส้นขนานคู่นี้นั้น
มันยังมองไม่เห็นจุดเชื่อมต่อกัน
แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า
เส้นขนานคู่นี้จะไม่มีทางที่จะพบกัน
ลองดูอย่างเช่น คนสองคนจะมาเจอกัน
ได้รู้จักกัน จนมีความรู้สึกดีๆให้กัน
เปลี่ยนจากคนที่ไม่เคยรู้จัก ไปเป็นเพื่อน
เป็นเพื่อนสนิท เป็นคนรู้ใจ
จนกลายเป็นคนรักกันได้นั้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
อย่างที่คนทั่วๆไปเรียกกันว่า " พรหมลิขิต "
พรหมลิขิต หรือ Destiny นั้น
ในความหมายที่ผมเข้าใจนั้นคือ
เชือกที่ผูกมัดคนสองคนเข้าไว้ด้วยกัน
ถึงแม้จะอยู่ห่างกันสักเพียงไหนสักเพียงไหน
...ก็จะมาเจอกันในที่สุด
ต่างกับคนที่ไม่มีพรหมลิขิตต่อกัน
แม้จะอยู่ใกล้กันเพียงปลายนิ้ว
....ก็ไม่อาจได้พบเจอกัน
ชีวิตคนเราก็เหมือนเส้นขนาน
เส้นขนานที่มีเส้นใยบางๆ เชื่อมโยงกันไว้
เป็นสิ่งที่จะฉุดดึงเส้นขนาน
...ให้มาบรรจบกันในที่สุด
เพราะฉะนั้น....
สิ่งเดียวที่จะช่วยให้เส้นขนานของความรัก
กับเวลาและระยะทางมาบรรจบกันนั้น
ต้องใช้สายใยมาเชื่อมต่อกันไว้
สายใยที่สร้างขึ้นมาจากความรัก
สายใยที่คนสองคน...
ต้องคอยถะนุถนอมเอาไว้
ต้องคอยเติมความรักลงไปมิขาด
แม้ในวันนี้ต้องห่างกันไป
แต่หากมีสายใยเชื่อมโยงกันไว้
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักแค่ไหน
จะไกลกันสักเพียงใด
ก็มั่นใจได้ว่า...สักวันเส้นสองเส้นนี้
.....จะมาบรรจบกันในที่สุด
ความรักของแต่ละคนเป็นยังไง
มันก็มีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกันไป
ก็เพราะเหตุนี้จึงทำให้ความรักดูมีค่า
ที่จะพยายามค้นหาความรักในรูปแบบของตัวเอง
บางคนเคยบอกว่า...
ความรักแปรผกผันกับเวลาและระยะทาง
มันเป็นเหมือนเส้นตรงสองเส้นที่ขนานกัน
ชนิดที่ว่ามองไม่เห็นปลายทางที่จะเชื่อมต่อกัน
รัก...ยิ่งห่างกันไป ยิ่งนานไปเรื่อยๆ
ยิ่งจะทำให้ความเข้มข้นของความรัก
....จางลง.... จางลงไปเรื่อยๆ
ก็ยังคงไม่เข้าใจว่า
ทำไมความรักถึงเป็นอย่างนี้
ทั้งที่เคยบอกว่า
"จะรักกันตลอดไป"
แต่ผมว่าเวลาและระยะทาง
เป็นสิ่งที่จะสามารถวัดได้ว่า
ความรู้สึกที่คุณมีอยู่นั้นคืออะไร
เป็นรักแท้ เป็นแค่ความรักเพียงชั่วครู่
หรือเป็นเพียงความลุ่มหลง
เพื่อที่จะได้ทดลองดูว่าหัวใจของคุณ...
มั่นคงต่อเค้าคนนั้นมากเพียงใด
ผมยอมรับว่า เส้นขนานคู่นี้นั้น
มันยังมองไม่เห็นจุดเชื่อมต่อกัน
แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า
เส้นขนานคู่นี้จะไม่มีทางที่จะพบกัน
ลองดูอย่างเช่น คนสองคนจะมาเจอกัน
ได้รู้จักกัน จนมีความรู้สึกดีๆให้กัน
เปลี่ยนจากคนที่ไม่เคยรู้จัก ไปเป็นเพื่อน
เป็นเพื่อนสนิท เป็นคนรู้ใจ
จนกลายเป็นคนรักกันได้นั้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
อย่างที่คนทั่วๆไปเรียกกันว่า " พรหมลิขิต "
พรหมลิขิต หรือ Destiny นั้น
ในความหมายที่ผมเข้าใจนั้นคือ
เชือกที่ผูกมัดคนสองคนเข้าไว้ด้วยกัน
ถึงแม้จะอยู่ห่างกันสักเพียงไหนสักเพียงไหน
...ก็จะมาเจอกันในที่สุด
ต่างกับคนที่ไม่มีพรหมลิขิตต่อกัน
แม้จะอยู่ใกล้กันเพียงปลายนิ้ว
....ก็ไม่อาจได้พบเจอกัน
ชีวิตคนเราก็เหมือนเส้นขนาน
เส้นขนานที่มีเส้นใยบางๆ เชื่อมโยงกันไว้
เป็นสิ่งที่จะฉุดดึงเส้นขนาน
...ให้มาบรรจบกันในที่สุด
เพราะฉะนั้น....
สิ่งเดียวที่จะช่วยให้เส้นขนานของความรัก
กับเวลาและระยะทางมาบรรจบกันนั้น
ต้องใช้สายใยมาเชื่อมต่อกันไว้
สายใยที่สร้างขึ้นมาจากความรัก
สายใยที่คนสองคน...
ต้องคอยถะนุถนอมเอาไว้
ต้องคอยเติมความรักลงไปมิขาด
แม้ในวันนี้ต้องห่างกันไป
แต่หากมีสายใยเชื่อมโยงกันไว้
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักแค่ไหน
จะไกลกันสักเพียงใด
ก็มั่นใจได้ว่า...สักวันเส้นสองเส้นนี้
.....จะมาบรรจบกันในที่สุด
เติมชีวิต.. ด้วยรัก
หลายครั้งหลายหนที่เราเจ็บปวดเพราะรัก...เพราะรักเป็นทุกข์นั้นหรือ...
หากมองให้ดี ๆ รักอาจจะไม่เป็นตัวกำหนดทุกข์นั้นได้..
แต่เป็นการคาดหวังจากฝ่ายหนึ่งมากกว่า...ลองย้อนถามตัวเองซิว่า
"ทุก ๆ ครั้งที่เราร้องไห้ เราผิดหวัง เป็นเพราะเรารักเขาหรือเป็นเพราะว่าเขาไม่รักเรามากอย่างที่เราต้องการกันแน่"
ความรักไม่เคยทำร้ายใคร... แต่เป็นความคาดหวังจากความรักนั้นมากเกินไป...
ความรักที่เราคาดหวังมากจะย้อนกลับมาทำร้ายเราทุกครั้งที่เราคาดหวังสูงเกินไป..
ไม่มีใครในโลกที่สามารถเป็นอย่างเจ้าชาย...เจ้าหญิงในฝันของเราได้...
การเรียกร้องจากอีกฝ่ายรังแต่จะทำให้เจ็บปวดกันทั้งคู่...
เมื่อใดที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดกำลังใจ...จากการร้องหาความรักจากผู้อื่น ...
ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง...
แล้วลองสร้างความรักให้เกิดขึ้นภายในของตัวเองดูบ้าง...
ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายได้รับอยู่ตลอดเวลา ...
ความรักภายในตัวของตัวเอง...ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองซื้อมา...
หากแต่ก่อขึ้นมาง่าย ๆ ...และมีล้นเหลือมากพอที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่น...
โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังจะได้สิ่งตอบแทนมา ...
เมื่อใดที่รักใครสักคน...ลองให้ความรักแก่เขาเท่าที่เราจะทำได้...
โดยไม่ต้องคาดหวังถึงสิ่งที่จะได้รับกลับมา
ไม่จำเป็นเลยที่เรียกร้องให้เขารักเราตราบเท่าเทียมที่เรารักเขา...
เพียงแค่แบ่งปันรักในใจเท่านั้น...
เราก็จะสัมผัสจากคำว่าความสุขจากความรัก...จากการให้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้เราจะสามารถควบคุมความสุขของตัวเองให้อยู่ในมือของตัวเองได้...
ไม่จำเป็นต้องให้ความสุขของเราอยู่ในมือของคนอื่นที่แล้ว ๆ มา...
เพราะเขาเองเป็นบ่อเกิดของความรัก...
เป็นคนให้มิได้เป็นฝ่ายรับ..
และยิ่งให้มากเท่าไร...เราก็ยิ่งได้ความรักกลับคืนมากเท่านั้น...
เมื่อเราบริสุทธิ์ใจที่จะให้รักกับใครก็ตาม...อีกฝ่ายก็จะรู้สึกสบายใจที่จะให้รักแก่เรา...
โดยไม่ต้องคำนึงว่าเราต้องการอะไรตอบแทนจากเขากันแน่...
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด...คือ...
ความรักและการให้เป็นบ่อเกิดของความสุขได้ด้วยตัวของมันเอง ...
ไม่จำเป็นต้องใช้ใครก็ตามเป็นคนสร้างความสุขให้เราอีกแล้ว...
เพราะทั้งความรักและความสุขทั้งหมด...มันอยู่ที่เรานั่นเอง...
หากมองให้ดี ๆ รักอาจจะไม่เป็นตัวกำหนดทุกข์นั้นได้..
แต่เป็นการคาดหวังจากฝ่ายหนึ่งมากกว่า...ลองย้อนถามตัวเองซิว่า
"ทุก ๆ ครั้งที่เราร้องไห้ เราผิดหวัง เป็นเพราะเรารักเขาหรือเป็นเพราะว่าเขาไม่รักเรามากอย่างที่เราต้องการกันแน่"
ความรักไม่เคยทำร้ายใคร... แต่เป็นความคาดหวังจากความรักนั้นมากเกินไป...
ความรักที่เราคาดหวังมากจะย้อนกลับมาทำร้ายเราทุกครั้งที่เราคาดหวังสูงเกินไป..
ไม่มีใครในโลกที่สามารถเป็นอย่างเจ้าชาย...เจ้าหญิงในฝันของเราได้...
การเรียกร้องจากอีกฝ่ายรังแต่จะทำให้เจ็บปวดกันทั้งคู่...
เมื่อใดที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดกำลังใจ...จากการร้องหาความรักจากผู้อื่น ...
ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง...
แล้วลองสร้างความรักให้เกิดขึ้นภายในของตัวเองดูบ้าง...
ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายได้รับอยู่ตลอดเวลา ...
ความรักภายในตัวของตัวเอง...ไม่ต้องใช้เงินใช้ทองซื้อมา...
หากแต่ก่อขึ้นมาง่าย ๆ ...และมีล้นเหลือมากพอที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่น...
โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังจะได้สิ่งตอบแทนมา ...
เมื่อใดที่รักใครสักคน...ลองให้ความรักแก่เขาเท่าที่เราจะทำได้...
โดยไม่ต้องคาดหวังถึงสิ่งที่จะได้รับกลับมา
ไม่จำเป็นเลยที่เรียกร้องให้เขารักเราตราบเท่าเทียมที่เรารักเขา...
เพียงแค่แบ่งปันรักในใจเท่านั้น...
เราก็จะสัมผัสจากคำว่าความสุขจากความรัก...จากการให้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้เราจะสามารถควบคุมความสุขของตัวเองให้อยู่ในมือของตัวเองได้...
ไม่จำเป็นต้องให้ความสุขของเราอยู่ในมือของคนอื่นที่แล้ว ๆ มา...
เพราะเขาเองเป็นบ่อเกิดของความรัก...
เป็นคนให้มิได้เป็นฝ่ายรับ..
และยิ่งให้มากเท่าไร...เราก็ยิ่งได้ความรักกลับคืนมากเท่านั้น...
เมื่อเราบริสุทธิ์ใจที่จะให้รักกับใครก็ตาม...อีกฝ่ายก็จะรู้สึกสบายใจที่จะให้รักแก่เรา...
โดยไม่ต้องคำนึงว่าเราต้องการอะไรตอบแทนจากเขากันแน่...
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด...คือ...
ความรักและการให้เป็นบ่อเกิดของความสุขได้ด้วยตัวของมันเอง ...
ไม่จำเป็นต้องใช้ใครก็ตามเป็นคนสร้างความสุขให้เราอีกแล้ว...
เพราะทั้งความรักและความสุขทั้งหมด...มันอยู่ที่เรานั่นเอง...
จิ๊กซอว์ ที่ไม่ได้อยู่ข้างกัน
บนโต๊ะตัวหนึ่ง มีจิ๊กซอว์กระจัดกระจายอยู่เต็มเกลื่อนกลาด
ยังไม่มีชิ้นไหนถูกปะติดปะต่อกัน
ที่มุมโต๊ะด้านหนึ่ง จิ๊กซอว์สองตัวนอนสงบนิ่งอยู่ใกล้ๆกัน
ลวดลายของทั้งสองเป็นสีฟ้าอ่อนของท้องฟ้ายามเช้าเหมือนกัน
คล้ายๆว่าจะเป็นจิกซอว์ที่อยู่ข้างกันในรูปที่สมบูรณ์
จิ๊กซอว์ทั้งสองตัวจึงค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าหากัน
เริ่มหมุนตัวช้าๆ พยายามหามุมที่จะประสานกับอีกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ใช้ส่วนเว้าของเรา ไปสอดรับกับส่วนโค้งของเขา
หาส่วนเว้าแหว่งของเขา มารับส่วนป้านเทอะทะของเรา.....
ทั้งคู่พยายามอยู่อย่างนั้น......
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า จิ๊กซอว์ทั้งสองพยายามอย่างมากที่จะต่อกันให้สนิท
มุมแล้วมุมเล่าที่ลองปรับ เหลี่ยมแล้วเหลี่ยมเล่าที่พยายามประสาน
ไม่มีครั้งไหนจะต่อกันได้อย่างสนิทไร้ช่องว่างส่วนเกินเลย
สุดท้าย จิ๊กซอว์ตัวที่ใหญ่กว่าจึงยอมแพ้ เคลื่อนตัวจากไป
จิ๊กซอว์ตัวเล็กกว่าร้องเรียกด้วยเสียงโศกเศร้า
"เธอจะไปไหน ฉันทำผิดอะไรเหรอ เธอถึงต้องจากฉันไป ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไม
เธอต้องยอมแพ้แบบนี้ด้วย เธอไม่สงสารฉันเลยหรือ ไม่เสียดายวันเวลาที่เรา
พยายามต่อประสานให้เป็นหนึ่งเดียวกันหรือ"
จิ๊กซอว์ตัวใหญ่หันกลับมาด้วยสีหน้าปวดร้าว เอ่ยเสียงเรียบ
"ทำไมเธอถึงคิดว่าเธอทำผิด การที่เราต่อกันเป็นชิ้นเดียวไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิด
ของเธอ ไม่ใช่ความผิดของฉัน เพียงเพราะว่าเราไม่ได้เป็นจิกซอว์ที่ถูกออกแบบ
มาให้อยู่ข้างกัน ก็เท่านั้น และฉันก็กำลังยอมรับมันด้วยความเจ็บปวด....
ฉันเสียใจที่ทำเธอบอบช้ำจากการที่เราพยายามดัดตัวเองให้ประสานกับอีกฝ่าย
แต่ก็รู้ใช่ไหม ว่าฉันก็บอบช้ำไม่ต่างกับเธอเลย เวลาและความพยายามของเรามัน
ไม่สูญเปล่าไปหรอก เพราะอย่างน้อย มันก็ทำให้เรารู้ว่าส่วนโค้งของเรามันโค้ง
แค่ไหน ส่วนเว้าของเรามันลึกเท่าไหร่ และเราควรจะหาจิ๊กซอว์รูปร่างแบบไหน
มาเติมเต็มช่องว่างที่เราขาดไป ร้องไห้อยู่ตรงนั้นเถิด และทิ้งความโศกเศร้าทั้ง
หมดไว้ตรงนั้น เมื่อเธอแข็งแรงดีแล้ว เธอจงตามหาจิ๊กซอว์ตัวที่ถูกสร้างมาอยู่
ข้างๆเธออย่างแท้จริง ถึงวันนั้นเธอคงเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดในวันนี้"
จิ๊กซอว์ตัวใหญ่จากไปแล้ว
แต่เรื่องราวยังดำเนินต่อไป
ร่องรอยบอบช้ำและเสียงร้องไห้ของตัวจิกซอว์มากมาย
ยังคงแว่วมาจากทั่วทุกจุดบนโต๊ะ........
สุดท้ายแล้ว จิ๊กซอว์ของภาพชื่อความรักนี้จะถูกประกอบเป็นรูปที่สมบูรณ์สวยงามได้หรือไม่....ไม่มีใครรู้
และถึงตอนนี้ จิ๊กซอว์ตัวเล็กผู้น่าสงสารตัวนั้น จะเข้าใจสิ่งที่จิ๊กซอว์ตัวใหญ่พูดหรือยัง.....ไม่มีใครรู้
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของจิ๊กซอว์ตัวใหญ่ทั้งหมดคือความจริงหรือเป็นเพียงข้อแก้ตัว....ยิ่งไม่มีใครรู้
..........
..........
..........
..........
......เมื่อไหร่จะมีใครรู้......
ยังไม่มีชิ้นไหนถูกปะติดปะต่อกัน
ที่มุมโต๊ะด้านหนึ่ง จิ๊กซอว์สองตัวนอนสงบนิ่งอยู่ใกล้ๆกัน
ลวดลายของทั้งสองเป็นสีฟ้าอ่อนของท้องฟ้ายามเช้าเหมือนกัน
คล้ายๆว่าจะเป็นจิกซอว์ที่อยู่ข้างกันในรูปที่สมบูรณ์
จิ๊กซอว์ทั้งสองตัวจึงค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าหากัน
เริ่มหมุนตัวช้าๆ พยายามหามุมที่จะประสานกับอีกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
ใช้ส่วนเว้าของเรา ไปสอดรับกับส่วนโค้งของเขา
หาส่วนเว้าแหว่งของเขา มารับส่วนป้านเทอะทะของเรา.....
ทั้งคู่พยายามอยู่อย่างนั้น......
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า จิ๊กซอว์ทั้งสองพยายามอย่างมากที่จะต่อกันให้สนิท
มุมแล้วมุมเล่าที่ลองปรับ เหลี่ยมแล้วเหลี่ยมเล่าที่พยายามประสาน
ไม่มีครั้งไหนจะต่อกันได้อย่างสนิทไร้ช่องว่างส่วนเกินเลย
สุดท้าย จิ๊กซอว์ตัวที่ใหญ่กว่าจึงยอมแพ้ เคลื่อนตัวจากไป
จิ๊กซอว์ตัวเล็กกว่าร้องเรียกด้วยเสียงโศกเศร้า
"เธอจะไปไหน ฉันทำผิดอะไรเหรอ เธอถึงต้องจากฉันไป ฉันไม่ดีตรงไหน ทำไม
เธอต้องยอมแพ้แบบนี้ด้วย เธอไม่สงสารฉันเลยหรือ ไม่เสียดายวันเวลาที่เรา
พยายามต่อประสานให้เป็นหนึ่งเดียวกันหรือ"
จิ๊กซอว์ตัวใหญ่หันกลับมาด้วยสีหน้าปวดร้าว เอ่ยเสียงเรียบ
"ทำไมเธอถึงคิดว่าเธอทำผิด การที่เราต่อกันเป็นชิ้นเดียวไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิด
ของเธอ ไม่ใช่ความผิดของฉัน เพียงเพราะว่าเราไม่ได้เป็นจิกซอว์ที่ถูกออกแบบ
มาให้อยู่ข้างกัน ก็เท่านั้น และฉันก็กำลังยอมรับมันด้วยความเจ็บปวด....
ฉันเสียใจที่ทำเธอบอบช้ำจากการที่เราพยายามดัดตัวเองให้ประสานกับอีกฝ่าย
แต่ก็รู้ใช่ไหม ว่าฉันก็บอบช้ำไม่ต่างกับเธอเลย เวลาและความพยายามของเรามัน
ไม่สูญเปล่าไปหรอก เพราะอย่างน้อย มันก็ทำให้เรารู้ว่าส่วนโค้งของเรามันโค้ง
แค่ไหน ส่วนเว้าของเรามันลึกเท่าไหร่ และเราควรจะหาจิ๊กซอว์รูปร่างแบบไหน
มาเติมเต็มช่องว่างที่เราขาดไป ร้องไห้อยู่ตรงนั้นเถิด และทิ้งความโศกเศร้าทั้ง
หมดไว้ตรงนั้น เมื่อเธอแข็งแรงดีแล้ว เธอจงตามหาจิ๊กซอว์ตัวที่ถูกสร้างมาอยู่
ข้างๆเธออย่างแท้จริง ถึงวันนั้นเธอคงเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดในวันนี้"
จิ๊กซอว์ตัวใหญ่จากไปแล้ว
แต่เรื่องราวยังดำเนินต่อไป
ร่องรอยบอบช้ำและเสียงร้องไห้ของตัวจิกซอว์มากมาย
ยังคงแว่วมาจากทั่วทุกจุดบนโต๊ะ........
สุดท้ายแล้ว จิ๊กซอว์ของภาพชื่อความรักนี้จะถูกประกอบเป็นรูปที่สมบูรณ์สวยงามได้หรือไม่....ไม่มีใครรู้
และถึงตอนนี้ จิ๊กซอว์ตัวเล็กผู้น่าสงสารตัวนั้น จะเข้าใจสิ่งที่จิ๊กซอว์ตัวใหญ่พูดหรือยัง.....ไม่มีใครรู้
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของจิ๊กซอว์ตัวใหญ่ทั้งหมดคือความจริงหรือเป็นเพียงข้อแก้ตัว....ยิ่งไม่มีใครรู้
..........
..........
..........
..........
......เมื่อไหร่จะมีใครรู้......
เกือบลืมไปว่า..เราเคยรักกัน
ท่าม กลางผู้คนมากมาย กับคนที่เดินสวนเราไป มีอะไรสามารถบอกเราได้บ้างว่า เขาจะกลับมาให้เราพบอีกครั้งหนึ่ง..ไม่มี ทุกๆคนล้วนเป็นดั่งคนแปลกหน้าในกันและกัน ไม่มีใครสามารถรู้ได้..ถ้าไม่มี..ความผูกพัน
คนที่เคยเดินสวนผ่านไปใน..วันวาน
ในวันนี้อาจจะกลายเป็นคนที่เราขาดเขาไม่ได้..เมื่อเขาต้องเดิน..จากไป
คนๆเดียวกัน แต่เมื่อ ต่างสถานะ ต่างความ..ผูกพัน
คนๆนั้น กับมีผลต่อหัวใจของเราอย่าง..ไม่อาจหลีกเลี่ยง
เริ่ม ต้น..ต่าง ปลายทางสิ้นสุด..ต่าง ไม่เคยมีอะไรที่แน่นอนในความรัก..เลยสักครั้ง บางครั้งก็มาทักทาย แค่เพียงให้หัวใจอิ่มเอม..มีรอยยิ้ม แล้วจากไป ทิ้งไว้แค่เพียง..รอยคราบน้ำตา
บางทีก็มาอยู่จน ทำให้หัวใจติดนิสัย..ขาดความรักไม่ได้ อาจจะเป็นที่บางครั้งโลกแคบ เกินกว่าที่จะมีใครอีกคนอยู่กับเราได้นานๆ แต่บางทีโลกมันก็กว้าง เกินกว่าที่จะอยู่ ตัวคนเดียวได้..ตลอดไป
ซึ่งจู่ๆวันหนึ่ง คนที่เคยเดินจากไป ด้วยการทิ้งคราบน้ำตาและห้วงแห่งความขมขื่นไว้ให้ ปรากฎกายลางๆอยู่ข้างหน้า เขาคือคนที่คุณ เกือบลืมไปแล้วว่า..เคยรักกัน
เกือบลืมไปว่า..ตอนที่เราร้องไห้อยู่ แต่เขากับมีความสุข อยู่กับเสียงหัวเราะกับ..ใครอีกคน
เกือบลืมไปว่า..ในขณะที่หลับตาลงด้วยน้ำตากล่อมใจ ไม่เคยมีสักวัน ที่จะลืมตามาด้วย..รอยยิ้ม
เกือบลืมไปว่า..ภาพเก่าๆในวันวานยังฝั่งอยู่ในห้วงความผูกพัน แต่กับเขา เหมือน..ลืมไปหมดสิ้น
เกือบลืมไปว่า..ความคิดถึงในวันวานยังเป็นความหมายเดิม แต่มันเหงากรีดใจจน..ลึกสุดใจ
เกือบลืมไปว่า..กว่าจะทำใจในคำพูดตัดเยื่อใย มันแสนสาหัส แต่เขาทำเหมือน หมดรัก ได้อย่าง..ง่ายดาย
เกือบลืมไปว่า..ไม่รัก หรือ ไม่เคยจะรักกัน ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ไม่สามารถทดแทนใจที่..แตกสลายลงได้
และเกือบลืมไปว่า..จะยังสงสารหรือห่วงใยกัน ก็ไม่สามารถลบล้างสิ่งที่เคย ใจร้าย..ลงได้
ทว่า เมื่อความฝัน และ ความหวัง ที่เคยร่วมสร้างกันมา ถูกพรากจากไปด้วยคำว่า..ลา ในใจที่ไม่จริง ซึ่งกว่าที่อีกคน ที่อยู่กับสิ่งที่ทิ้งเอาไว้เบื้องหลังความขมขื่นตามลำพัง สุดแสนสาหัส กว่าจะหลุดพ้น ต้องนับกี่หยดน้ำตาก็ไม่สามารถ..ประมาณได้
ซึ่งคนที่อยู่ในฐานะ คนเคยรัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ความเจ็บปวด คือรางวัลที่มอบให้เสมอ
บางอารมณ์ของบางคืนที่ต้อง ข่มหลับตาหลับบนความเศร้า มีเพียงเสียงสะอื้นปนน้ำตา..ปลอบใจ
มี เสียงของใครคนหนึ่งที่ตัดพ้อความรัก ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาททุกครั้งที่พยายามหลับตา เข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ..ใจสลาย
แต่ทว่าสิ่งที่ทำตอกย้ำ การเป็น..คนเคยรักกัน มิใช่ความเจ็บปวด หากแต่เป็นการที่เราได้รับรู้ว่า
ในขณะที่เรานอนให้ น้ำตาเป็นทางผ่านของความรู้สึก
แต่กับอีกคน มีแต่ เสียงหัวเราะ ดั่งเสียงเย้ยหยัน ที่ไม่ได้ยิน ลอยก้องกังวาน..จนรุ่งสาง
ซึ่งเมื่อการปรากฎกายของเขาคนนั้น ในเวลาขณะนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำในสิ่งที่เคยเดินผ่าน
ความ รักอาจจะยังไม่เคยลืม แต่..ขอเลือกเก็บรักษาความรู้สึกดีๆ เอาไว้ที่ตัวคนเดียวดีกว่า แม้มันอาจจะเจ็บปวดปนสุขบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าต้องมาเจ็บอีกหน กับรักที่เคย..เกือบลืม
อย่าง น้อยในเมื่อวันที่..เคยรักกัน เราสองต่างก็เคยดีต่อกัน ฉันจะยอม..ให้อภัย กับการที่เธอไม่รักฉัน แต่ไม่ลืมว่า ฉันเคย..เกือบลืมไปแล้วว่า..เราเคยรักกัน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
คนที่เคยเดินสวนผ่านไปใน..วันวาน
ในวันนี้อาจจะกลายเป็นคนที่เราขาดเขาไม่ได้..เมื่อเขาต้องเดิน..จากไป
คนๆเดียวกัน แต่เมื่อ ต่างสถานะ ต่างความ..ผูกพัน
คนๆนั้น กับมีผลต่อหัวใจของเราอย่าง..ไม่อาจหลีกเลี่ยง
เริ่ม ต้น..ต่าง ปลายทางสิ้นสุด..ต่าง ไม่เคยมีอะไรที่แน่นอนในความรัก..เลยสักครั้ง บางครั้งก็มาทักทาย แค่เพียงให้หัวใจอิ่มเอม..มีรอยยิ้ม แล้วจากไป ทิ้งไว้แค่เพียง..รอยคราบน้ำตา
บางทีก็มาอยู่จน ทำให้หัวใจติดนิสัย..ขาดความรักไม่ได้ อาจจะเป็นที่บางครั้งโลกแคบ เกินกว่าที่จะมีใครอีกคนอยู่กับเราได้นานๆ แต่บางทีโลกมันก็กว้าง เกินกว่าที่จะอยู่ ตัวคนเดียวได้..ตลอดไป
ซึ่งจู่ๆวันหนึ่ง คนที่เคยเดินจากไป ด้วยการทิ้งคราบน้ำตาและห้วงแห่งความขมขื่นไว้ให้ ปรากฎกายลางๆอยู่ข้างหน้า เขาคือคนที่คุณ เกือบลืมไปแล้วว่า..เคยรักกัน
เกือบลืมไปว่า..ตอนที่เราร้องไห้อยู่ แต่เขากับมีความสุข อยู่กับเสียงหัวเราะกับ..ใครอีกคน
เกือบลืมไปว่า..ในขณะที่หลับตาลงด้วยน้ำตากล่อมใจ ไม่เคยมีสักวัน ที่จะลืมตามาด้วย..รอยยิ้ม
เกือบลืมไปว่า..ภาพเก่าๆในวันวานยังฝั่งอยู่ในห้วงความผูกพัน แต่กับเขา เหมือน..ลืมไปหมดสิ้น
เกือบลืมไปว่า..ความคิดถึงในวันวานยังเป็นความหมายเดิม แต่มันเหงากรีดใจจน..ลึกสุดใจ
เกือบลืมไปว่า..กว่าจะทำใจในคำพูดตัดเยื่อใย มันแสนสาหัส แต่เขาทำเหมือน หมดรัก ได้อย่าง..ง่ายดาย
เกือบลืมไปว่า..ไม่รัก หรือ ไม่เคยจะรักกัน ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ไม่สามารถทดแทนใจที่..แตกสลายลงได้
และเกือบลืมไปว่า..จะยังสงสารหรือห่วงใยกัน ก็ไม่สามารถลบล้างสิ่งที่เคย ใจร้าย..ลงได้
ทว่า เมื่อความฝัน และ ความหวัง ที่เคยร่วมสร้างกันมา ถูกพรากจากไปด้วยคำว่า..ลา ในใจที่ไม่จริง ซึ่งกว่าที่อีกคน ที่อยู่กับสิ่งที่ทิ้งเอาไว้เบื้องหลังความขมขื่นตามลำพัง สุดแสนสาหัส กว่าจะหลุดพ้น ต้องนับกี่หยดน้ำตาก็ไม่สามารถ..ประมาณได้
ซึ่งคนที่อยู่ในฐานะ คนเคยรัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ความเจ็บปวด คือรางวัลที่มอบให้เสมอ
บางอารมณ์ของบางคืนที่ต้อง ข่มหลับตาหลับบนความเศร้า มีเพียงเสียงสะอื้นปนน้ำตา..ปลอบใจ
มี เสียงของใครคนหนึ่งที่ตัดพ้อความรัก ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาททุกครั้งที่พยายามหลับตา เข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ..ใจสลาย
แต่ทว่าสิ่งที่ทำตอกย้ำ การเป็น..คนเคยรักกัน มิใช่ความเจ็บปวด หากแต่เป็นการที่เราได้รับรู้ว่า
ในขณะที่เรานอนให้ น้ำตาเป็นทางผ่านของความรู้สึก
แต่กับอีกคน มีแต่ เสียงหัวเราะ ดั่งเสียงเย้ยหยัน ที่ไม่ได้ยิน ลอยก้องกังวาน..จนรุ่งสาง
ซึ่งเมื่อการปรากฎกายของเขาคนนั้น ในเวลาขณะนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำในสิ่งที่เคยเดินผ่าน
ความ รักอาจจะยังไม่เคยลืม แต่..ขอเลือกเก็บรักษาความรู้สึกดีๆ เอาไว้ที่ตัวคนเดียวดีกว่า แม้มันอาจจะเจ็บปวดปนสุขบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าต้องมาเจ็บอีกหน กับรักที่เคย..เกือบลืม
อย่าง น้อยในเมื่อวันที่..เคยรักกัน เราสองต่างก็เคยดีต่อกัน ฉันจะยอม..ให้อภัย กับการที่เธอไม่รักฉัน แต่ไม่ลืมว่า ฉันเคย..เกือบลืมไปแล้วว่า..เราเคยรักกัน
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
สองเรา รักกันไม่ได้ ไม่ใช่ ไม่..รักกัน
มหา ยใจแห่งความรัก..ล่องลอยพลิ้วไหวอยู่ในสายลมเสมอ คนที่มีหัวใจรัก ทุกๆคนมีสิทธิ์อยู่ในสายลมแห่งรัก ด้วยอย่างเท่าเทียบกัน หากแต่จะมีสักกี่คน ที่จะ..สมหวัง และ สามารถอยู่ในสายลมแห่งรัก ได้ไปจน..ตลอดรอดฝั่ง
ซึ่งในตัวของความรักนั้น มีหลายร้อยความรู้สึกที่ก่อเกิด แตกต่างซึ่งสถานะ แตกต่างซึ่งสถานที่ แตกต่างซึ่งความผูกพัน แต่.. ต่างก็หวังที่จะสมปราถนากันทุกคน มีเพียงสิ่งเดียวที่เหมือนกัน และ ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะแตกต่าง ซึ่งถ้าความรัก ไม่สมหวังก็..เจ็บ ไม่แตกต่างกันเลยสักครั้ง
ความรัก..ถ้าแอบรัก..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้าอกหัก..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้าไม่สมหวัง..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้าสมหวังแล้ว ต้อง จบลงด้วย ความไม่เข้าใจกัน..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้ามีมากกว่าสองคน ในวันที่ต้องเลือก..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้าไม่มีรัก มันอาจจะไม่เจ็บในหัวใจ แต่มันก็เจ็บที่ความรู้สึก ที่ไม่มีใคร..ให้คิดถึง
และ ความรัก..ที่ไม่สามารถรักกันได้ ไม่ใช่..ไม่รักกัน..ก็เจ็บ บาดลึกอย่าง..สุดใจ
ซึ่งเหตุผลของการรักกันไม่ได้ ทั้งๆที่รักกันนั้น มีมากมายเยอะแยะพอๆกับลมหายใจ อาจจะติดที่เหตุผลของ..สังคม
อาจจะติดที่เหตุผล..ทางฐานะ
อาจจะติดที่เหตุผล..ทางความสัมพันธ์
อาจจะติดที่เหตุผล..การลำดับก่อนหลังของหัวใจ
และ อาจจะติดที่เหตุผล..คือ เราไม่มีทางรักกันได้..ในความเป็นจริง
อาจ จะเป็นที่ตัวความรัก นั้น อาจจะเรียงลำดับของหัวใจ จากการคบกันของคนสองคน หากแต่ในความเป็นจริง คนที่มาที่หลังอาจจะเข้าใจ และ รัก มากกว่าคนแรก ซึ่งอาจจะเป็นรักจริง และคนแรกก็สัมผัสได้ถึงสิ่งนั้น แต่..ความผูกพันของคนสองคนแรกนั้น ก็มิใช่ จะขาดลงได้ง่ายๆ เมื่อมีใครอีกคนก้าวเข้ามาระหว่าง..คนสองคน
ซึ่ง ก็คงต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่ไม่รักกัน อาจจะเป็นเพียง เราสองต่างพบกันช้าเกินไป และรางวัลที่มอบให้กับคนที่มาที่หลัง ก็คงไม่พ้นต้อง..ทำใจ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ก็คงไม่สามารถทำให้ก่อเกิดภาพความฝัน ในความเป็นจริงได้ จนวัน..สุดท้าย
ทว่าถึงอย่างไร แม้มันจะไม่สามารถเกิดภาพในความเป็นจริง ของคนสองคน ที่รักกันบนลำดับหัวใจแห่งรัก
แต่ ตัวของความรักก็ยังคง งดงาม สวยงามเสมอ ประหนึ่งดั่งดวงดาวบนฟากฟ้ายามราตรี แม้ไม่มีทางเอาลงมาอยู่ในอ้อมกอดของหัวใจได้ แต่มันยังคง งดงามเสมอ ที่มองเห็น และ..คิดถึง
ซึ่งสุดท้ายไม่ ว่า เรื่องราวของความรักที่ก่อเกิดขึ้นมานั้นจะ จบลงและสิ้นสุดที่ใด ก็คงไม่มีผู้ใดให้คำตอบได้ นอกจาก..กาลเวลา ซึ่ง..ครั้งหนึ่งเราก็เคยมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน และ ความรักจะอยู่ ณ.ที่ตรงนั้นเสมอ ตรงที่ ไม่ใช่เราไม่รักกัน..หากแต่เป็น สองเรา..รักกันไม่ได้
++++++++++++++++++++++++++
ซึ่งในตัวของความรักนั้น มีหลายร้อยความรู้สึกที่ก่อเกิด แตกต่างซึ่งสถานะ แตกต่างซึ่งสถานที่ แตกต่างซึ่งความผูกพัน แต่.. ต่างก็หวังที่จะสมปราถนากันทุกคน มีเพียงสิ่งเดียวที่เหมือนกัน และ ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะแตกต่าง ซึ่งถ้าความรัก ไม่สมหวังก็..เจ็บ ไม่แตกต่างกันเลยสักครั้ง
ความรัก..ถ้าแอบรัก..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้าอกหัก..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้าไม่สมหวัง..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้าสมหวังแล้ว ต้อง จบลงด้วย ความไม่เข้าใจกัน..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้ามีมากกว่าสองคน ในวันที่ต้องเลือก..ก็เจ็บ
ความรัก..ถ้าไม่มีรัก มันอาจจะไม่เจ็บในหัวใจ แต่มันก็เจ็บที่ความรู้สึก ที่ไม่มีใคร..ให้คิดถึง
และ ความรัก..ที่ไม่สามารถรักกันได้ ไม่ใช่..ไม่รักกัน..ก็เจ็บ บาดลึกอย่าง..สุดใจ
ซึ่งเหตุผลของการรักกันไม่ได้ ทั้งๆที่รักกันนั้น มีมากมายเยอะแยะพอๆกับลมหายใจ อาจจะติดที่เหตุผลของ..สังคม
อาจจะติดที่เหตุผล..ทางฐานะ
อาจจะติดที่เหตุผล..ทางความสัมพันธ์
อาจจะติดที่เหตุผล..การลำดับก่อนหลังของหัวใจ
และ อาจจะติดที่เหตุผล..คือ เราไม่มีทางรักกันได้..ในความเป็นจริง
อาจ จะเป็นที่ตัวความรัก นั้น อาจจะเรียงลำดับของหัวใจ จากการคบกันของคนสองคน หากแต่ในความเป็นจริง คนที่มาที่หลังอาจจะเข้าใจ และ รัก มากกว่าคนแรก ซึ่งอาจจะเป็นรักจริง และคนแรกก็สัมผัสได้ถึงสิ่งนั้น แต่..ความผูกพันของคนสองคนแรกนั้น ก็มิใช่ จะขาดลงได้ง่ายๆ เมื่อมีใครอีกคนก้าวเข้ามาระหว่าง..คนสองคน
ซึ่ง ก็คงต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่ไม่รักกัน อาจจะเป็นเพียง เราสองต่างพบกันช้าเกินไป และรางวัลที่มอบให้กับคนที่มาที่หลัง ก็คงไม่พ้นต้อง..ทำใจ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ก็คงไม่สามารถทำให้ก่อเกิดภาพความฝัน ในความเป็นจริงได้ จนวัน..สุดท้าย
ทว่าถึงอย่างไร แม้มันจะไม่สามารถเกิดภาพในความเป็นจริง ของคนสองคน ที่รักกันบนลำดับหัวใจแห่งรัก
แต่ ตัวของความรักก็ยังคง งดงาม สวยงามเสมอ ประหนึ่งดั่งดวงดาวบนฟากฟ้ายามราตรี แม้ไม่มีทางเอาลงมาอยู่ในอ้อมกอดของหัวใจได้ แต่มันยังคง งดงามเสมอ ที่มองเห็น และ..คิดถึง
ซึ่งสุดท้ายไม่ ว่า เรื่องราวของความรักที่ก่อเกิดขึ้นมานั้นจะ จบลงและสิ้นสุดที่ใด ก็คงไม่มีผู้ใดให้คำตอบได้ นอกจาก..กาลเวลา ซึ่ง..ครั้งหนึ่งเราก็เคยมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน และ ความรักจะอยู่ ณ.ที่ตรงนั้นเสมอ ตรงที่ ไม่ใช่เราไม่รักกัน..หากแต่เป็น สองเรา..รักกันไม่ได้
++++++++++++++++++++++++++
ม่านหมอก...รัตติกาล
ความ รัก ความฝัน กับ ความจริง ในบางครั้งก็เป็นเหมือนดั่งเส้นขนานด้วยตัวของมันเอง ยากยิ่งนักที่จะทำให้ทั้งสามสิ่งมารวมกันในที่ๆเดียวกันของหัวใจ เพราะท้ายที่สุดก็ต้อง ถูกความจริงทำลายลงสักวันด้วย..ตัวของมันเอง
ความรักก็อาจจะมา ..ในวันที่ผิด และ ในเวลา..ที่ไม่ใช่
ความฝันอาจจะ..ทำให้สุขใจที่มีมัน แต่อาจจะกลายเป็นความปวดร้าว..ในความจริง
และความจริงก็ไม่อาจจะ..อยู่ร่วมกับ ความรัก ความฝัน ที่ไม่มีทาง..เป็นจริง
ซึ่ง ม่านหมอก รัตติกาล คือความเหงา ความอ้างว้าง เดียวดาย รอคอย เติมเต็มในความรัก ของใครหลายๆคน ที่ไม่สามารถก่อเกิดภาพและมีตัวตน ในโลกแห่ง..ความเป็นจริงได้
ในยามค่ำคืน ที่มีม่านหมอกบางๆ แต่แฝงไปด้วยความอ้างว้าง อย่างหาที่สุด มองไม่เห็นทางข้างหน้ามีเพียงแค่ แสงสลัวๆในความหนาวเย็น มีเพียงเงาแห่งความมืดมิดของรัตติกาลเป็นเพื่อนเคียงใจ
ม่านหมอก มองดูแล้วเหมือน อ้างว้าง เงียบเหงา และ สวยงาม มีทั้งสองมุมในความรู้สึกเดียวกัน
อาจจะเป็นที่ความรัก ไม่สามารถเลือกเกิดกับหัวใจได้ ในเวลาดั่งที่ใจ..ต้องการ
ซึ่งในบางครั้งเจ้าของหัวใจก็พอจะรู้ว่า คำตอบที่ปลายทางจะจบลง..เช่นไร
แต่เมื่อความรัก อยู่เหนือเหตุและผล ก็ยินยอมพร้อมใจที่จะ เจ็บปวดอยู่อย่างนั้น ด้วยความ..เต็มใจ
ความจริง เป็นอย่างไร...ไม่รู้จัก
ต้องเรียกหา ความรัก...สักกี่หน
เดินบนทาง ว่างเปล่า...เหงาเกินทน
ทุกข์เหลือล้น ทรมาน...นานเพียงเท่าไร
แม้รู้สึก อ้างว้าง...ในบางครั้ง
แม้จะเดินอยู่ คนเดียว...เปลี่ยวใจเหงา
แม้จะอยู่เดียวดาย..เกินทุเลา
แม้สุดท้ายสิ้นสุด..เขา
เหลือแค่เรา เพียง..ผู้เดียว
ซึ่งในหัวใจรัก กลับรู้สึก อบอุ่นอย่าง..ประหลาด
ทั้งๆที่อยู่คนเดียว ท่ามกลาง ความเดียวดาย หมอกที่หนาว และ ราตรีกาลที่..มืดมิด
คงมีเพียงแค่แสงเล็กๆ เพียงสิ่งเดียวที่ให้พอจะให้เห็นหนทาง..ข้างหน้า
แม้จะไม่ค่อยอบอุ่น แต่แสงจากตะเกียงในความรักที่ไม่มีทางเป็นจริง นั้น คือความอบอุ่นเดียว
ความหวังเดียว ที่ยังพอมีตัวตนและ..จับต้องได้
ซึ่งตะเกียงเอง ก็คงมองเห็นค่าความรัก ในม่านหมอก รัตติกาล เช่นกัน
ไม่ว่าจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงไร อย่าปล่อยตะเกียงทิ้งไว้โดยด็ดขาด จงนำมันติดตัวไป..ตลอดเวลา
ติดไปจนกว่าหน้าที่ของตะเกียง จะหมดลงจนรุ่งสาง และเป็นหน้าที่ของแสงแห่งดวงอาทิตย์..ในความจริง
แต่ เมื่อยามใด ที่ถึงเวลาของ ม่านหมอก รัตติกาล มาเยือน เจ้าตะเกียงแห่งความฝันจะกลับมาร่าเริงอีกครั้ง และทำหน้าที่ของมัน อย่างเต็มใจกับความรักที่มันมี อย่างสมบูรณ์ จนสุดปลายทาง...ในความฝัน
?เรื่องที่เศร้าที่สุดของความรัก ไม่ใช่เขาไม่รักเรา หากแต่เราและเขาไม่สามารถ..รักกันได้?
ความรักก็อาจจะมา ..ในวันที่ผิด และ ในเวลา..ที่ไม่ใช่
ความฝันอาจจะ..ทำให้สุขใจที่มีมัน แต่อาจจะกลายเป็นความปวดร้าว..ในความจริง
และความจริงก็ไม่อาจจะ..อยู่ร่วมกับ ความรัก ความฝัน ที่ไม่มีทาง..เป็นจริง
ซึ่ง ม่านหมอก รัตติกาล คือความเหงา ความอ้างว้าง เดียวดาย รอคอย เติมเต็มในความรัก ของใครหลายๆคน ที่ไม่สามารถก่อเกิดภาพและมีตัวตน ในโลกแห่ง..ความเป็นจริงได้
ในยามค่ำคืน ที่มีม่านหมอกบางๆ แต่แฝงไปด้วยความอ้างว้าง อย่างหาที่สุด มองไม่เห็นทางข้างหน้ามีเพียงแค่ แสงสลัวๆในความหนาวเย็น มีเพียงเงาแห่งความมืดมิดของรัตติกาลเป็นเพื่อนเคียงใจ
ม่านหมอก มองดูแล้วเหมือน อ้างว้าง เงียบเหงา และ สวยงาม มีทั้งสองมุมในความรู้สึกเดียวกัน
อาจจะเป็นที่ความรัก ไม่สามารถเลือกเกิดกับหัวใจได้ ในเวลาดั่งที่ใจ..ต้องการ
ซึ่งในบางครั้งเจ้าของหัวใจก็พอจะรู้ว่า คำตอบที่ปลายทางจะจบลง..เช่นไร
แต่เมื่อความรัก อยู่เหนือเหตุและผล ก็ยินยอมพร้อมใจที่จะ เจ็บปวดอยู่อย่างนั้น ด้วยความ..เต็มใจ
ความจริง เป็นอย่างไร...ไม่รู้จัก
ต้องเรียกหา ความรัก...สักกี่หน
เดินบนทาง ว่างเปล่า...เหงาเกินทน
ทุกข์เหลือล้น ทรมาน...นานเพียงเท่าไร
แม้รู้สึก อ้างว้าง...ในบางครั้ง
แม้จะเดินอยู่ คนเดียว...เปลี่ยวใจเหงา
แม้จะอยู่เดียวดาย..เกินทุเลา
แม้สุดท้ายสิ้นสุด..เขา
เหลือแค่เรา เพียง..ผู้เดียว
ซึ่งในหัวใจรัก กลับรู้สึก อบอุ่นอย่าง..ประหลาด
ทั้งๆที่อยู่คนเดียว ท่ามกลาง ความเดียวดาย หมอกที่หนาว และ ราตรีกาลที่..มืดมิด
คงมีเพียงแค่แสงเล็กๆ เพียงสิ่งเดียวที่ให้พอจะให้เห็นหนทาง..ข้างหน้า
แม้จะไม่ค่อยอบอุ่น แต่แสงจากตะเกียงในความรักที่ไม่มีทางเป็นจริง นั้น คือความอบอุ่นเดียว
ความหวังเดียว ที่ยังพอมีตัวตนและ..จับต้องได้
ซึ่งตะเกียงเอง ก็คงมองเห็นค่าความรัก ในม่านหมอก รัตติกาล เช่นกัน
ไม่ว่าจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงไร อย่าปล่อยตะเกียงทิ้งไว้โดยด็ดขาด จงนำมันติดตัวไป..ตลอดเวลา
ติดไปจนกว่าหน้าที่ของตะเกียง จะหมดลงจนรุ่งสาง และเป็นหน้าที่ของแสงแห่งดวงอาทิตย์..ในความจริง
แต่ เมื่อยามใด ที่ถึงเวลาของ ม่านหมอก รัตติกาล มาเยือน เจ้าตะเกียงแห่งความฝันจะกลับมาร่าเริงอีกครั้ง และทำหน้าที่ของมัน อย่างเต็มใจกับความรักที่มันมี อย่างสมบูรณ์ จนสุดปลายทาง...ในความฝัน
?เรื่องที่เศร้าที่สุดของความรัก ไม่ใช่เขาไม่รักเรา หากแต่เราและเขาไม่สามารถ..รักกันได้?
"ความเข้าใจ" เปรียบเสมือน "กระจก"
คุณเคยอยู่ใกล้ใครสักคน แล้วคิดบ้างไหมว่า...
ฉันไม่เข้าใจเลย...หรือ...คุณไม่เข้าใจฉันเลย...
เพียงเพราะว่า..เขาไม่ได้ทำและเป็นในสิ่งที่คุณต้องการ
คุณรู้ไหมว่า..ความเข้าใจ...เป็นพื้นฐานของความรัก
หรือความ...รักอาจเป็นพื้นฐาน...ของความเข้าใจ...
แต่ไม่ว่าคุณจะรักใคร..คุณจำเป็นต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น..
ก่อนที่คุณจะให้เขามาเข้าใจใน สิ่งที่คุณต้องการ...
เคยมีใครสักคนบอกคุณบ้างไหมว่า..ความรักคืออะไร?
เชื่อว่าคุณคงเคยได้ฟังมาบ้าง ..ความรักคือการให้..
ให้ไปโดยไม่หวังสิ่งใดๆ ตอบแทน...ให้ไปทั้งใจ...ให้ไปเต็มร้อย...
แม้ผลที่ได้รับกลับ...จะไม่เป็นอย่างที่คุณหวังก็ตาม...
แต่มักมีคำถามตามมาเสมอว่า..
ความรัก...โดยไม่หวังอะไรตอบแทนมี จริงหรือ?
นั่นสินะ..เพราะคงไม่มีใครทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทน
คุณรักใครสักคน...ยังหวังให้เขามารักตอบ...
ให้อะไรใครสักอย่าง...ยังหวังให้เขาได้รู้ค่า...
แค่ความเข้าใจสักนิด...ยังคงต้องการจากผู้อื่นเสมอมา...
เพราะ "ความต้องการ" ของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด
ได้สิ่งหนึ่ง...ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่งเสมอ...
หากไม่ได้สิ่งที่หวังนั้น...ก็แสวงหาสิ่งทดแทนจากสิ่งอื่น...
คุณทุกคน...ยังคงเป็นผู้แสวงหา...
หาความเข้าใจจากคนรอบข้างเป็นนิจ
หาใครสักคน...ที่รับฟังคุณได้แล้วทำเหมือนเข้าใจ...
"ความเข้าใจ" เปรียบเสมือน "กระจก"
เพียงแค่คุณเลือกที่จะมองกระจกชนิดไหน
หากคุณเลือกกระจกเงา...คุณก็จะเห็นภาพของตัวคุณเอง
หากคุณเลือกกระจกใส...คุณก็จะมองเห็นอีกภาพซึ่งแตกต่างกัน
คนส่วนมากชอบมองกระจกเงา...ซึ่งสะท้อนภาพตัวเองมากกว่า...
จึงไม่แปลกอะไรใช่ไหมที่คุณยังคง... "ไม่เข้าใจ"...
เพราะคุณไม่ได้มองทะลุเข้าไปยัง "หัวใจ" ของเขาเลย...
เปลี่ยนกระจกเงาบานนั้น...ให้เป็นกระจกใสในใจคุณบ้างแค่บางเวลา...
คุณจะพบว่าไม่ยากเกินไปเลย...ที่คุณจะเข้าใจใครสักคน...
แต่อย่าได้คาดหวัง...ที่จะเข้าใจเขา...หรือให้เขามาเข้าใจคุณ..ทั้งหมดที่คุณเป็น
เพราะแม้แต่ตัวคุณ เอง..ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงไหม?...
ฉันไม่เข้าใจเลย...หรือ...คุณไม่เข้าใจฉันเลย...
เพียงเพราะว่า..เขาไม่ได้ทำและเป็นในสิ่งที่คุณต้องการ
คุณรู้ไหมว่า..ความเข้าใจ...เป็นพื้นฐานของความรัก
หรือความ...รักอาจเป็นพื้นฐาน...ของความเข้าใจ...
แต่ไม่ว่าคุณจะรักใคร..คุณจำเป็นต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น..
ก่อนที่คุณจะให้เขามาเข้าใจใน สิ่งที่คุณต้องการ...
เคยมีใครสักคนบอกคุณบ้างไหมว่า..ความรักคืออะไร?
เชื่อว่าคุณคงเคยได้ฟังมาบ้าง ..ความรักคือการให้..
ให้ไปโดยไม่หวังสิ่งใดๆ ตอบแทน...ให้ไปทั้งใจ...ให้ไปเต็มร้อย...
แม้ผลที่ได้รับกลับ...จะไม่เป็นอย่างที่คุณหวังก็ตาม...
แต่มักมีคำถามตามมาเสมอว่า..
ความรัก...โดยไม่หวังอะไรตอบแทนมี จริงหรือ?
นั่นสินะ..เพราะคงไม่มีใครทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทน
คุณรักใครสักคน...ยังหวังให้เขามารักตอบ...
ให้อะไรใครสักอย่าง...ยังหวังให้เขาได้รู้ค่า...
แค่ความเข้าใจสักนิด...ยังคงต้องการจากผู้อื่นเสมอมา...
เพราะ "ความต้องการ" ของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด
ได้สิ่งหนึ่ง...ยังคงต้องการอีกสิ่งหนึ่งเสมอ...
หากไม่ได้สิ่งที่หวังนั้น...ก็แสวงหาสิ่งทดแทนจากสิ่งอื่น...
คุณทุกคน...ยังคงเป็นผู้แสวงหา...
หาความเข้าใจจากคนรอบข้างเป็นนิจ
หาใครสักคน...ที่รับฟังคุณได้แล้วทำเหมือนเข้าใจ...
"ความเข้าใจ" เปรียบเสมือน "กระจก"
เพียงแค่คุณเลือกที่จะมองกระจกชนิดไหน
หากคุณเลือกกระจกเงา...คุณก็จะเห็นภาพของตัวคุณเอง
หากคุณเลือกกระจกใส...คุณก็จะมองเห็นอีกภาพซึ่งแตกต่างกัน
คนส่วนมากชอบมองกระจกเงา...ซึ่งสะท้อนภาพตัวเองมากกว่า...
จึงไม่แปลกอะไรใช่ไหมที่คุณยังคง... "ไม่เข้าใจ"...
เพราะคุณไม่ได้มองทะลุเข้าไปยัง "หัวใจ" ของเขาเลย...
เปลี่ยนกระจกเงาบานนั้น...ให้เป็นกระจกใสในใจคุณบ้างแค่บางเวลา...
คุณจะพบว่าไม่ยากเกินไปเลย...ที่คุณจะเข้าใจใครสักคน...
แต่อย่าได้คาดหวัง...ที่จะเข้าใจเขา...หรือให้เขามาเข้าใจคุณ..ทั้งหมดที่คุณเป็น
เพราะแม้แต่ตัวคุณ เอง..ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงไหม?...
สิ่งที่ต้องทำมากกว่าหัวใจ
เคยไหม กับความไม่พอใจที่ต้องอยู่ในทางที่เราไม่ได้เลือก
เคยไหม กับสิ่งที่เราไม่ได้เลือกตั้งแต่ต้น แต่เราต้องทำหรืออยู่ในที่ ที่เราไม่ได้เลือก
เคยไหม กับการตัดสินใจพลาด ทั้ง ๆ ที่คิดว่ามันดีที่สุดแล้ว
หรือ เคยไม๊กับการทำในสิ่งที่สวนทางกับความต้องการของหัวใจตัวเอง
แม้การที่เราทำลงไปนั้น ทำให้อีกคนสบายใจ แต่ตัวเราเองเปรียบเสมือนนรกทั้งเป็น
บางครั้ง เราเลือกได้ และไม่ได้ ถ้าการที่เราจะทำอะไรก็แล้วแต่มันเป็นการทำลายใครอีกหลายคน
หรือแม้แต่แค่.....สิ่งที่เขาเลือกให้เราแล้วว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา
แต่ไม่ใช่ มันไม่ใช่ในสิ่งที่เขาคิด มันแย่กว่าที่เขาคิดว่าดี
แต่ใครจะรู้ล่ะว่า สิ่งที่เราไม่ได้เลือกเอง บางครั้งมันก็ดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หรือใครจะรู้ล่ะว่า มันเป็นสิ่งที่จะคอยหลอกลอนเราไปชั่วชีวิต
การทำอะไรก็ตาม ถ้ามันทำด้วยความเต็มใจที่เราเลือกเองได้
เราย่อมเต็มใจที่เจะเผชิญกับมันเสมอ ไม่ว่าจะดีหรือเลวร้ายขนาดไหน
เพราะเราได้เลือกเองด้วยความเต็มใจ พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่ต้องแก้ไขภายหน้า
แต่ถ้ากับหลาย ๆ คนล่ะ ที่เขาไม่ได้เลือกเอง เพราะเพียงคำว่า บุญคุณ หรือ ทรยศ ค้ำคอเขาเหล่านั้นอยู่
แค่คำสองคำ มันสามารถทำให้เราเป็นคนที่เรียกว่า
กตัญญูหรือ อกตัญญูได้ตลอดชีวิตที่เหลือ
บางครั้งการทำอะไรที่ไม่ได้ตามใจเรา เป็นการที่เราเอง
ได้วางหัวใจลงเท้าของตัวเองและเหยียบหัวใจดวงนั้นด้วยตัวเราเอง
เพียงเพราะคำแค่สองคำ บุญคุณ หรือ ทรยศเท่่านั้น
เราอาจจะต้องทรยศกับความรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อสัตย์เพื่อใครอีกหลายคน
การตายไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นที่สุดในชีวิตเรา
แต่เราจะเอาอะไรมาวัดล่ะ ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตเรา
เรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง
เราไม่รู้หรอกว่ามันต้องเจออะไรบ้าง ทั้งๆ ที่บางครั้งเราไม่ได้เลือก หรือ เป็นผู้เลือก
แต่บางที การเป็นผู้ถูกเลือก อาจจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับบางปัญหาก็ได้นะ
แน่นอน ชีวิตนี้ ย่อมมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา ซึ่งมันเป็นของคู่กันเสมอ
ไม่มีใครจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา และไม่มีใครจะหัวเราะยิ้มหัวได้ตลอดเวลาเช่นกัน
แม้ว่าบางครั้ง เราต้องเผชิญหน้ากับน้ำตาแต่เราก็ต้องเงยหน้ายิ้ม แล้วบอกกับคนรอบข้างว่า
ฉันยังไม่เป็นไร ยังยิ้มได้ ยังหัวเราะได้
ทั้ง ๆ ที่หัวใจ น้ำตาท่วมใจ จนไม่สามารถเต้นได้ตามจังหวะของหัวใจที่ต้องการให้มันเต้นได้
เมื่อถึงเวลาที่เรารอคอย นั่นแหละ เราจะเจอทางออก
ทางออกที่เราสามารถเลือกเองได้ โดยไม่ต้องรอคอยว่าใครจะมากำหนดชีวิตเราได้อีก
มันจะมาถึง
เมื่อ...มันเดินทางมาหาเรา
นั่นคือ....เวลาที่ได้โดนกำหนดไว้แล้ว
แต่...ระยะทางที่เราจะคอยให้เวลาที่เป็นของเรา
เวลาที่เราจะเป็นอิสระจากสิ่งที่ผูกมัด
นั่นคือสิ่งที่ท้าทายให้เรานั้นต้อง
ก้าวผ่านมันไปให้ได้
ไม่ว่ามันจะยากส์เย็นสักแค่ไหนก็ตาม
เราต้องทำ เพื่อ......
ความเป็นอิสระแห่งการถูกคุมขังกับสิ่งทีเราไม่ได้เลือกเอง
หรือ......เราจะทำเพื่อ.....สิ่งที่อยู่ข้างหน้า
ที่คอยให้เราก้าวผ่านมันไป
ก้าวผ่านหนามแหลมคมที่คอยทิ่มแทงเรา
ถ้าเราผ่านมันไปได้ คำตอบที่เรารอคอย
มันคงหอมหวาน.......ไม่จืดจางจริง ๆ
เคยไหม กับสิ่งที่เราไม่ได้เลือกตั้งแต่ต้น แต่เราต้องทำหรืออยู่ในที่ ที่เราไม่ได้เลือก
เคยไหม กับการตัดสินใจพลาด ทั้ง ๆ ที่คิดว่ามันดีที่สุดแล้ว
หรือ เคยไม๊กับการทำในสิ่งที่สวนทางกับความต้องการของหัวใจตัวเอง
แม้การที่เราทำลงไปนั้น ทำให้อีกคนสบายใจ แต่ตัวเราเองเปรียบเสมือนนรกทั้งเป็น
บางครั้ง เราเลือกได้ และไม่ได้ ถ้าการที่เราจะทำอะไรก็แล้วแต่มันเป็นการทำลายใครอีกหลายคน
หรือแม้แต่แค่.....สิ่งที่เขาเลือกให้เราแล้วว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา
แต่ไม่ใช่ มันไม่ใช่ในสิ่งที่เขาคิด มันแย่กว่าที่เขาคิดว่าดี
แต่ใครจะรู้ล่ะว่า สิ่งที่เราไม่ได้เลือกเอง บางครั้งมันก็ดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หรือใครจะรู้ล่ะว่า มันเป็นสิ่งที่จะคอยหลอกลอนเราไปชั่วชีวิต
การทำอะไรก็ตาม ถ้ามันทำด้วยความเต็มใจที่เราเลือกเองได้
เราย่อมเต็มใจที่เจะเผชิญกับมันเสมอ ไม่ว่าจะดีหรือเลวร้ายขนาดไหน
เพราะเราได้เลือกเองด้วยความเต็มใจ พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่ต้องแก้ไขภายหน้า
แต่ถ้ากับหลาย ๆ คนล่ะ ที่เขาไม่ได้เลือกเอง เพราะเพียงคำว่า บุญคุณ หรือ ทรยศ ค้ำคอเขาเหล่านั้นอยู่
แค่คำสองคำ มันสามารถทำให้เราเป็นคนที่เรียกว่า
กตัญญูหรือ อกตัญญูได้ตลอดชีวิตที่เหลือ
บางครั้งการทำอะไรที่ไม่ได้ตามใจเรา เป็นการที่เราเอง
ได้วางหัวใจลงเท้าของตัวเองและเหยียบหัวใจดวงนั้นด้วยตัวเราเอง
เพียงเพราะคำแค่สองคำ บุญคุณ หรือ ทรยศเท่่านั้น
เราอาจจะต้องทรยศกับความรู้สึกของตัวเองอย่างซื่อสัตย์เพื่อใครอีกหลายคน
การตายไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นที่สุดในชีวิตเรา
แต่เราจะเอาอะไรมาวัดล่ะ ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตเรา
เรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง
เราไม่รู้หรอกว่ามันต้องเจออะไรบ้าง ทั้งๆ ที่บางครั้งเราไม่ได้เลือก หรือ เป็นผู้เลือก
แต่บางที การเป็นผู้ถูกเลือก อาจจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับบางปัญหาก็ได้นะ
แน่นอน ชีวิตนี้ ย่อมมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา ซึ่งมันเป็นของคู่กันเสมอ
ไม่มีใครจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา และไม่มีใครจะหัวเราะยิ้มหัวได้ตลอดเวลาเช่นกัน
แม้ว่าบางครั้ง เราต้องเผชิญหน้ากับน้ำตาแต่เราก็ต้องเงยหน้ายิ้ม แล้วบอกกับคนรอบข้างว่า
ฉันยังไม่เป็นไร ยังยิ้มได้ ยังหัวเราะได้
ทั้ง ๆ ที่หัวใจ น้ำตาท่วมใจ จนไม่สามารถเต้นได้ตามจังหวะของหัวใจที่ต้องการให้มันเต้นได้
เมื่อถึงเวลาที่เรารอคอย นั่นแหละ เราจะเจอทางออก
ทางออกที่เราสามารถเลือกเองได้ โดยไม่ต้องรอคอยว่าใครจะมากำหนดชีวิตเราได้อีก
มันจะมาถึง
เมื่อ...มันเดินทางมาหาเรา
นั่นคือ....เวลาที่ได้โดนกำหนดไว้แล้ว
แต่...ระยะทางที่เราจะคอยให้เวลาที่เป็นของเรา
เวลาที่เราจะเป็นอิสระจากสิ่งที่ผูกมัด
นั่นคือสิ่งที่ท้าทายให้เรานั้นต้อง
ก้าวผ่านมันไปให้ได้
ไม่ว่ามันจะยากส์เย็นสักแค่ไหนก็ตาม
เราต้องทำ เพื่อ......
ความเป็นอิสระแห่งการถูกคุมขังกับสิ่งทีเราไม่ได้เลือกเอง
หรือ......เราจะทำเพื่อ.....สิ่งที่อยู่ข้างหน้า
ที่คอยให้เราก้าวผ่านมันไป
ก้าวผ่านหนามแหลมคมที่คอยทิ่มแทงเรา
ถ้าเราผ่านมันไปได้ คำตอบที่เรารอคอย
มันคงหอมหวาน.......ไม่จืดจางจริง ๆ
ตัวเราก็ยังมีค่าที่สุดเสมอ
อาจารย์คนนึง เริ่มการสนทนาในชั้นเรียนด้วยการควักธนบัตรใบละ 1,000 บาท ..
ออกมาให้นักศึกษาดู แล้วถามว่า “มีใครอยากได้บ้างไหม” ทุกคนรีบยกมือ \(^o^”)a
อาจารย์ ขยำธนบัตรนั้น “จบยับยู้ยี่” .. แล้วถามอีกครั้งว่า “มีใครยังอยากได้ธนบัตรใบนี้อีกหรือไม่” .. ทุกคนยังยกมือขึ้นเหมือนเดิม .. \(^_^)/
… อาจารย์ถามต่ออีกว่า “ถ้าสมมุติว่า ธนบัตรใบนี้ถูกทิ้งอยู่บนพื้น แล้วมีคนมาเหยียบย่ำจนสกปรก ยังจะมีใครอยากได้อีกหรือไม่” .. นักศึกษาทุกคน ก็ตอบว่ายังอยากได้ …..
อาจารย์จึงกล่าวสรุปว่า ..
“นั้น คือสิ่งมีค่า” ที่พวกเธอได้เรียนรู้ในวันนี้! .. ไม่ว่าจะเธอจะทำอะไรกับธนบัตรใบนี้ มันก็ยังคงจะมีราคา 1,000 บาท อยู่เสมอ .. ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน
บางครั้ง เราอาจจะถูกทอดทิ้ง ถูกใครต่อใคร ซ้ำเติม, เหยีบย่ำ, ถูกขยี้, ยับเยิน, ..
เพราะความผิดพลาดในการก้าวเดินของชีวิต จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเอง “ไร้ค่า”
แต่ รู้มั้ย?.. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็ยังมี “คุณค่าของความเป็นคน” ..
ไม่ว่าเธอจะสะอาดเอี่ยม หรือว่า ยับยู้ยี่ .. “ตัวเราก็ยังมีค่าที่สุดเสมอ” จำไว้ ^
ออกมาให้นักศึกษาดู แล้วถามว่า “มีใครอยากได้บ้างไหม” ทุกคนรีบยกมือ \(^o^”)a
อาจารย์ ขยำธนบัตรนั้น “จบยับยู้ยี่” .. แล้วถามอีกครั้งว่า “มีใครยังอยากได้ธนบัตรใบนี้อีกหรือไม่” .. ทุกคนยังยกมือขึ้นเหมือนเดิม .. \(^_^)/
… อาจารย์ถามต่ออีกว่า “ถ้าสมมุติว่า ธนบัตรใบนี้ถูกทิ้งอยู่บนพื้น แล้วมีคนมาเหยียบย่ำจนสกปรก ยังจะมีใครอยากได้อีกหรือไม่” .. นักศึกษาทุกคน ก็ตอบว่ายังอยากได้ …..
อาจารย์จึงกล่าวสรุปว่า ..
“นั้น คือสิ่งมีค่า” ที่พวกเธอได้เรียนรู้ในวันนี้! .. ไม่ว่าจะเธอจะทำอะไรกับธนบัตรใบนี้ มันก็ยังคงจะมีราคา 1,000 บาท อยู่เสมอ .. ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน
บางครั้ง เราอาจจะถูกทอดทิ้ง ถูกใครต่อใคร ซ้ำเติม, เหยีบย่ำ, ถูกขยี้, ยับเยิน, ..
เพราะความผิดพลาดในการก้าวเดินของชีวิต จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเอง “ไร้ค่า”
แต่ รู้มั้ย?.. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็ยังมี “คุณค่าของความเป็นคน” ..
ไม่ว่าเธอจะสะอาดเอี่ยม หรือว่า ยับยู้ยี่ .. “ตัวเราก็ยังมีค่าที่สุดเสมอ” จำไว้ ^
แว่นตาชีวิต
อภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง สุดแสนจะภูมิใจ ที่ลูกชายวันห้าขวบของเขา กำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ โดยส่วนตัวของเขาเอง ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน
ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคน เดียว ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แล้ววันหนึ่ง เขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่า ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัว ชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน กลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่าลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่น ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า….
….ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าท้องทำงานของชาวนา
….อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร
…….เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร ที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน
……ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพัง โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่
………ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืน โดยไม่ขาดแคลน
แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
……..ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
………ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย
ผู้เป็นพ่อฟังแล้วเงียบงัน ลูกชายสบตาพ่อเต็มตา
แล้วจบว่า
“ขอบคุณมากครับพ่อ ที่ช่วยให้ผมได้สำนึกว่า เราจนขนาดไหน”
คุณเห็นด้วยไหมว่า “แว่นตาชีวิต” นี่ช่างเป็นสิ่ง
น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก คิดดูสิว่าโลกจะเปลี่ยนไปสักเพียงใด
ถ้าเราทุกคนเปลี่ยนมา
เป็นปลื้มและพอใจในทุกสิ่งที่เรามี แทนที่จะดิ้นรน
ไขว่คว้าเพื่อสิ่งที่เรายังไม่ได้มา
ขอจงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อน
ชีวิตหนึ่งของเรานั้น สั้นนัก และเรามีเพื่อนได้น้อยมาก
จงแบ่งปันความรู้สึกที่ดีๆให้เพื่อนของเรา เหมือนที่เราอยากได้
ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคน เดียว ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แล้ววันหนึ่ง เขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่า ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัว ชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน กลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่าลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่น ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า….
….ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าท้องทำงานของชาวนา
….อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอาหาร
…….เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร ที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน
……ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพัง โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่
………ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวลาในเวลากลางคืน โดยไม่ขาดแคลน
แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน
……..ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
………ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย
ผู้เป็นพ่อฟังแล้วเงียบงัน ลูกชายสบตาพ่อเต็มตา
แล้วจบว่า
“ขอบคุณมากครับพ่อ ที่ช่วยให้ผมได้สำนึกว่า เราจนขนาดไหน”
คุณเห็นด้วยไหมว่า “แว่นตาชีวิต” นี่ช่างเป็นสิ่ง
น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก คิดดูสิว่าโลกจะเปลี่ยนไปสักเพียงใด
ถ้าเราทุกคนเปลี่ยนมา
เป็นปลื้มและพอใจในทุกสิ่งที่เรามี แทนที่จะดิ้นรน
ไขว่คว้าเพื่อสิ่งที่เรายังไม่ได้มา
ขอจงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อน
ชีวิตหนึ่งของเรานั้น สั้นนัก และเรามีเพื่อนได้น้อยมาก
จงแบ่งปันความรู้สึกที่ดีๆให้เพื่อนของเรา เหมือนที่เราอยากได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










