ชีวิต คนเราเหมือนดั่งเม็ดทรายเล็กๆ ในนาฬิกาทรายที่ไหลรินไม่สิ้นสุด ตัวอย่างเม็ดทรายของนาฬิกาทรายประหนึ่งดั่งทุกๆความรู้สึกทุกๆเรื่องราวของ คนเรา ย่อมไม่อยู่กับที่มีการร่วงหล่นและกลับคืน มีสุขได้เพียงชั่วลมพัดผ่านสักพักทุกข์ก็เข้ามาทัก ดีใจได้เสียใจก็รออยู่ สมหวังได้ผิดหวังตามมาดั่งเงา ต่างกันแค่เพียงช่วงเวลาแห่งการหมุนเวียนของหัวใจในแต่ละคน
บาง ครั้งในบางคนความสุขมาเพียงเพื่อรอคอยความทุกข์มาสลับสับเปลื่ยนเท่านั้น และบางทีในบางคน มีทุกข์จนลืมว่าความสุขเป็นเช่นไรในหัวใจ อาจจะเป็นเพราะว่านาฬิกาทรายของแต่ละคนแต่ละความรู้สึกที่แตกต่างกัน เวลาแห่งการสับเปลื่ยนย่อมที่จะหมุนเวียนช้าเร็วไม่เท่ากัน
แม้ ความรู้สึกของแต่ละคนจะถือกำเนิดมาจากทรายในกาลเวลาเช่นเดียวกัน แต่ในความรู้สึกของบางคนเป็นได้แค่เพียงเม็ดทรายที่ร่วงหล่นและจมหาย ประหนึ่งดั่งแฝงตัวอยู่ใต้นาฬิกาทราย ไม่ได้มีโอกาสกลับมาสลับหมุนเวียนดั่งเช่นเม็ดอื่น อาจจะเป็นเพราะว่าทรายเม็ดนั้นกลัวที่จะหมุนเวียนขึ้นมาเจอกับสิ่งเดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆและยอมทำตัวเองให้เป็นดั่งเม็ดทรายที่จมอยู่ใต้นาฬิกาทราย ของหัวใจตน
ในขณะที่บางคนเป็น เม็ดทรายที่ถูกหล่อหลอมด้วยความรู้สึก แห่งความทรงจำที่เจ็บปวด ให้เป็นเม็ดทรายแห่งความหวัง ไม่ว่าจะหมุนเวียนขึ้นลงอยู่กี่ครั้งก็พร้อมที่จะสู้โดยไม่ท้อ การที่ต้องเจ็บปวดซ้ำๆกับเรื่องเดิมๆ เส้นทางที่ผ่านมาย่อมทิ้งหนทางแห่งวันใหม่ให้คุณเสมอ เพียงแต่คุณมองเห็นและนำมาใช้ได้แค่ไหนในหัวใจของคุณ
และคำ ตอบของเม็ด ทรายเม็ดนั้นก็ย่อมต้องรู้คุณค่ากับสิ่งที่กาลเวลาเดินผ่านทิ้งไว้ให้ เมื่อรู้คุณค่าและที่มาของชีวิตอย่างถ่องแท้แล้ว ก็ย่อมต้องรู้จักรักทรายเม็ดอื่นๆในความรู้สึกของหัวใจตน เวลาที่ผ่านไปไม่หวนคืนมาไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังแค่ไหน ไม่ว่าจะเร็วหรือนานเพียงไร ไม่ว่าจะเจ็บหรือช้ำเพียงใด และไม่ว่าผลลัพท์จะเป็นอย่างไร ทุกๆสรรพสิ่งยังคงเป็นเช่นนั้นเสมอๆ ผ่านเข้ามาเพื่อให้คุณเรียนรู้ เพื่อที่จะก้าวผ่านมันไปมิใช่ให้จมอยู่กับสิ่งที่ผ่านเข้ามาและมองไม่เห็น วันใหม่ในหัวใจ
ทุกๆความเจ็บที่ผ่าน เข้ามาประหนึ่งดั่งฝังเป็นตะกอนแห่ง ความหลังแห่งห้วงอดีตกาล ไร้หนทางที่จะเปลี่ยนอะไร ไม่มีใครที่จะย้อนเวลาคืนกลับไปเพื่อจะแก้ไขเรื่องในอดีตได้ ทุกๆเรื่องราวที่เคยเจ็บช้ำ ไม่มีใครที่จะรั้งเวลาหรือหยุดเพื่อจะกลับไปแก้ไขมันได้ ทุกๆสิ่งที่ผ่านเข้ามาเพียงเพื่อจะผ่านออกไปตามท่วงทำนองแห่งวันวาน
คุณ คงทำได้แค่เพียงเก็บเกี่ยววันเวลาที่ดีๆของทุกๆสิ่งในหัวใจ และสิ่งที่เป็นทุกๆความเจ็บช้ำ ก็ปล่อยให้มันร่วงหล่นไปตามกาลเวลา รอเพียงแค่เวลาที่ทรายเม็ดนั้นกลับคืนมาและนำสิ่งที่เคยทำให้เม็ดทรายเม็ด นั้นร่วงหล่นลงไป มาเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่กับมัน หาไม่แล้วมันคงเป็นได้แค่เพียง เม็ดทรายที่ไร้ค่า....ในหัวใจคุณ
มนุษยศาสตร์
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สุดท้ายของความรัก เราคือผู้ให้หรือผู้รับ
มีใครบางคนบอกว่า....
ในความรัก ของคนสองคน สุดท้ายเวลาที่เลิกกัน
เราจะรู้ว่าใครคือ "ผู้ให้" และใครคือ "ผู้รับ"
ผู้ให้ คือ คนที่หยิบยื่นความเจ็บปวดให้อีกฝ่าย
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เขาได้ให้มันไปแล้ว
ผู้รับ คือ คนที่ยอมรับความเจ็บปวดนั้นมา
โดยที่ไม่อยากได้มันเลยแม้แต่น้อย...แต่ก็ต้องรับมัน
ความหมาย แบบนี้ ไม่มีใครอยากเป็นผู้รับแน่นอน
และบางคน... คงไม่อยากจะเป็นผู้ให้ ...เหมือนกัน
เพราะกลัวว่าซักวันอาจจะเปลี่ยนมาเป็นผู้รับบ้าง
ใครคนนั้นบอกอีกว่า
บางสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ คนรับ... เต็มใจรับมันเสียด้วย
บางคนรับมันมา... รู้ว่าหนัก วางมันลง ...เพราะกลัวเหนื่อย
บางคนรับมัน... แบกไว้จนหนัก เหนื่อย ...ถึงวางมันลง
บางคน... รู้ว่าหนัก ...กลับยิ่งแบก รับมันเพิ่ม ...มันยิ่งหนัก
ยิ่งเหนื่อย ...แต่ไม่วางมันลง
มันขึ้นอยู่กับว่าคนรับ..ตั้งใจจะเก็บ จะแบกมันไว้กับตัวนานแค่ไหน
ความทุกข์ ความเสียใจ ความผิดหวัง ความเจ็บปวด
เราจะวางมันลง ครั้งเดียวทีเดียวเลยคงไม่ได้และไม่ง่าย...
.... แต่เมื่อไหร่
ที่รู้สึกว่าแบกมันไว้ จนหลังไหล่ลู่ล้า อ่อนแรงไปหมด...
ขอแค่ค่อยๆวางมันลงทีละนิด ...ทีละนิด เท่าที่จะวางได้เป็นพอ
ซักวัน...
มันจะเบาบาง... ผ่อนคลายความหนักหน่วงนั้นเองตามกาลเวลา...
แม้อาจจะไม่มีวันหมดเลยก็ตาม ...แต่ยังไง
ก็ดีกว่าที่จะเก็บมันไว้แบบนั้น....
....ตลอดไป
ในความรัก ของคนสองคน สุดท้ายเวลาที่เลิกกัน
เราจะรู้ว่าใครคือ "ผู้ให้" และใครคือ "ผู้รับ"
ผู้ให้ คือ คนที่หยิบยื่นความเจ็บปวดให้อีกฝ่าย
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เขาได้ให้มันไปแล้ว
ผู้รับ คือ คนที่ยอมรับความเจ็บปวดนั้นมา
โดยที่ไม่อยากได้มันเลยแม้แต่น้อย...แต่ก็ต้องรับมัน
ความหมาย แบบนี้ ไม่มีใครอยากเป็นผู้รับแน่นอน
และบางคน... คงไม่อยากจะเป็นผู้ให้ ...เหมือนกัน
เพราะกลัวว่าซักวันอาจจะเปลี่ยนมาเป็นผู้รับบ้าง
ใครคนนั้นบอกอีกว่า
บางสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ คนรับ... เต็มใจรับมันเสียด้วย
บางคนรับมันมา... รู้ว่าหนัก วางมันลง ...เพราะกลัวเหนื่อย
บางคนรับมัน... แบกไว้จนหนัก เหนื่อย ...ถึงวางมันลง
บางคน... รู้ว่าหนัก ...กลับยิ่งแบก รับมันเพิ่ม ...มันยิ่งหนัก
ยิ่งเหนื่อย ...แต่ไม่วางมันลง
มันขึ้นอยู่กับว่าคนรับ..ตั้งใจจะเก็บ จะแบกมันไว้กับตัวนานแค่ไหน
ความทุกข์ ความเสียใจ ความผิดหวัง ความเจ็บปวด
เราจะวางมันลง ครั้งเดียวทีเดียวเลยคงไม่ได้และไม่ง่าย...
.... แต่เมื่อไหร่
ที่รู้สึกว่าแบกมันไว้ จนหลังไหล่ลู่ล้า อ่อนแรงไปหมด...
ขอแค่ค่อยๆวางมันลงทีละนิด ...ทีละนิด เท่าที่จะวางได้เป็นพอ
ซักวัน...
มันจะเบาบาง... ผ่อนคลายความหนักหน่วงนั้นเองตามกาลเวลา...
แม้อาจจะไม่มีวันหมดเลยก็ตาม ...แต่ยังไง
ก็ดีกว่าที่จะเก็บมันไว้แบบนั้น....
....ตลอดไป
ขอบคุณช่วงเวลาที่ผ่านมาและผ่านไป
ขอบคุณช่วงเวลาดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ขอบคุณช่วงเวลาที่ทำให้รู้ว่า . ..
ความสุขในวันที่เราตกหลุมรักใครนั้น
มันมีค่าและมีความหมายแค่ไหน
ขอบคุณช่วงเวลาดี ๆ ที่ทำให้ฉันได้ลองรักใครสักคน
และใส่ใจใครคนหนึ่ง. . .
ถึงแม้ฉันอาจจะทำอะไรขาด ๆ เกิน ๆ เรื่องมาก
แต่ทุกอย่างก็ทำจากใจ อย่างที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน
และขอบคุณช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทำให้ฉันมีความรัก
ขอบคุณช่วงเวลาอันแสนสั้นนัก
ที่พลัดพรากความรัก และความสุขนั้นผ่านไป
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า . . .
วันเวลาที่มีความหมาย และสำคัญจะหมดไปเร็วมาก
กลายเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดใจเข้ามาแทน
แต่ถึงแม้มันจะเป็นเวลาอันสั้น ๆ
แต่ฉันก็มีความทรงจำมากมาย . . .
มีเรื่องประทับใจ เรื่องเศร้า เรื่องเหงา ๆ เข้ามาในชีวิต
ขอโทษนะ หากบางเวลา ที่ฉันอาจจะดูเอาแต่ใจ
ขอโทษนะ หากบางเวลาอาจดูเป็นคนไร้เหตุผล
แต่กว่าจะรู้ ช่วงเวลาผ่านนั้นก็ผ่านไปแล้ว
มาวันนี้ . . . ฉันก็ยังขอบคุณช่วงเวลานะ
ที่จะพัดพาให้ความเจ็บปวดนั้นเริ่มหายไปจากใจฉัน
ถึงแม้ว่า . . . วันเวลานี้ ความเจ็บปวดจะยังไม่ผ่านพ้นไป
แต่ฉันเชื่อว่า . . . วันเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
ยังมีอีกหลายเวลา ที่ฉันต้องเรียนรู้ ต้องสู้ ต้องดิ้นรน
ต่อไปฉันจะทำและเรียนรู้วันเวลาให้มีค่า และให้ดีที่สุด
ฉันจะก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ ตามกาลเวลาที่หมุนไป
พร้อม ๆ กับ คนรอบข้างที่คอยให้กำลังใจ
อย่างครอบครัว พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ คนสำคัญของฉัน
ที่คอยอยู่เคียงข้างต่อไป
ขอบคุณช่วงเวลาที่ทำให้รู้ว่า . ..
ความสุขในวันที่เราตกหลุมรักใครนั้น
มันมีค่าและมีความหมายแค่ไหน
ขอบคุณช่วงเวลาดี ๆ ที่ทำให้ฉันได้ลองรักใครสักคน
และใส่ใจใครคนหนึ่ง. . .
ถึงแม้ฉันอาจจะทำอะไรขาด ๆ เกิน ๆ เรื่องมาก
แต่ทุกอย่างก็ทำจากใจ อย่างที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน
และขอบคุณช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทำให้ฉันมีความรัก
ขอบคุณช่วงเวลาอันแสนสั้นนัก
ที่พลัดพรากความรัก และความสุขนั้นผ่านไป
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า . . .
วันเวลาที่มีความหมาย และสำคัญจะหมดไปเร็วมาก
กลายเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดใจเข้ามาแทน
แต่ถึงแม้มันจะเป็นเวลาอันสั้น ๆ
แต่ฉันก็มีความทรงจำมากมาย . . .
มีเรื่องประทับใจ เรื่องเศร้า เรื่องเหงา ๆ เข้ามาในชีวิต
ขอโทษนะ หากบางเวลา ที่ฉันอาจจะดูเอาแต่ใจ
ขอโทษนะ หากบางเวลาอาจดูเป็นคนไร้เหตุผล
แต่กว่าจะรู้ ช่วงเวลาผ่านนั้นก็ผ่านไปแล้ว
มาวันนี้ . . . ฉันก็ยังขอบคุณช่วงเวลานะ
ที่จะพัดพาให้ความเจ็บปวดนั้นเริ่มหายไปจากใจฉัน
ถึงแม้ว่า . . . วันเวลานี้ ความเจ็บปวดจะยังไม่ผ่านพ้นไป
แต่ฉันเชื่อว่า . . . วันเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น
ยังมีอีกหลายเวลา ที่ฉันต้องเรียนรู้ ต้องสู้ ต้องดิ้นรน
ต่อไปฉันจะทำและเรียนรู้วันเวลาให้มีค่า และให้ดีที่สุด
ฉันจะก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ ตามกาลเวลาที่หมุนไป
พร้อม ๆ กับ คนรอบข้างที่คอยให้กำลังใจ
อย่างครอบครัว พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ คนสำคัญของฉัน
ที่คอยอยู่เคียงข้างต่อไป
ฉันเป็นเพียงสิ่งเล็กๆบนโลกนี้
ฉันอาจไม่ใช่ดวงดาวบนฟ้าที่เธอแหงนมองดูได้
ฉันเป็นเพียงแสงเล็ก ๆ จากก้านไม้ขีดไฟ
แต่จะหลอมเป็นแสงสว่างสุดท้ายให้เพียงเธอ
ฉันอาจไม่ได้เป็นดอกกุหลาบต้องตาใครต่อใคร
ฉันเป็นเพียงดอกไม้ที่พลิ้วไหวให้เธอยิ้มได้เสมอดอกไม้ไม่มีชื่อในโลกที่ไม่มีใครได้พบเจอ
แต่จะเป็นดอกไม้เดียวที่บานในใจเธอตลอดไปฉัน อาจไม่ใช่สายฝนโปรยฉันเป็นเพียงหยดน้ำที่โบก โบยความอ่อนล้าให้เธอได้
หากแม้เป็นหยดน้ำตา จะหลั่งรินมาให้เธอสบายใจ รอเวลาเหือดแห้งไป ให้เธอพบวันคืนที่สดใสแสนดี ฉันอาจไม่ใช่สายลม
แต่ฉันเป็นอณูความห่วงใย ที่เพาะบ่ม ทุกลมหายใจนับจากนี้ในหัวใจที่ว่างเปล่า...เธออาจไม่มีฉันแล้วก็ตามที
แต่ขอให้รับรู้เถอะคนดี...ทุกความ รู้สึกที่ฉันมีจะไม่เปลี่ยนไปฉันเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ บนโลกนี้ ไม่ขอเป็นอะไรที่มากมี
และยิ่งใหญ่ แม้เธอเห็นฉันเป็นเพียงภาพฝันไร้ตัวตนบนความห่างไกล ก็ลืมเถอะเธอ...ลืมฉันให้หมดใจ ...ฉันไม่เคยเสียใจที่รักเธอ...
ฉันเป็นเพียงแสงเล็ก ๆ จากก้านไม้ขีดไฟ
แต่จะหลอมเป็นแสงสว่างสุดท้ายให้เพียงเธอ
ฉันอาจไม่ได้เป็นดอกกุหลาบต้องตาใครต่อใคร
ฉันเป็นเพียงดอกไม้ที่พลิ้วไหวให้เธอยิ้มได้เสมอดอกไม้ไม่มีชื่อในโลกที่ไม่มีใครได้พบเจอ
แต่จะเป็นดอกไม้เดียวที่บานในใจเธอตลอดไปฉัน อาจไม่ใช่สายฝนโปรยฉันเป็นเพียงหยดน้ำที่โบก โบยความอ่อนล้าให้เธอได้
หากแม้เป็นหยดน้ำตา จะหลั่งรินมาให้เธอสบายใจ รอเวลาเหือดแห้งไป ให้เธอพบวันคืนที่สดใสแสนดี ฉันอาจไม่ใช่สายลม
แต่ฉันเป็นอณูความห่วงใย ที่เพาะบ่ม ทุกลมหายใจนับจากนี้ในหัวใจที่ว่างเปล่า...เธออาจไม่มีฉันแล้วก็ตามที
แต่ขอให้รับรู้เถอะคนดี...ทุกความ รู้สึกที่ฉันมีจะไม่เปลี่ยนไปฉันเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ บนโลกนี้ ไม่ขอเป็นอะไรที่มากมี
และยิ่งใหญ่ แม้เธอเห็นฉันเป็นเพียงภาพฝันไร้ตัวตนบนความห่างไกล ก็ลืมเถอะเธอ...ลืมฉันให้หมดใจ ...ฉันไม่เคยเสียใจที่รักเธอ...
บทความ คำสอนของปู่เย็น
ทำอะไรต้องเกรงใจเจ้าของบ้าน ไม่กวน ไม่บอก
ถ้ายังไหว ก็ต้องทำ เบื่อไม่ได้
คนเดียว มีอะไรก็กินส่งไป
พอได้ปลามา อะไรก็ลืม ไม่คิดถึงภรรยา เช้าก็ขาย
ต้องมีเงินหมื่น ถึงจะพอกิน
อยู่บ้านสบายตัว แต่ไม่มีเงิน ใครจะให้ ไปหารายได้
ไม่อยู่บังคับใคร มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน ไม่ขอใคร
หาปลาได้อัฐ ไม่ได้ปลาก็ทำปลาเค็มขาย
อดไม่ตาย หอยไม่มือมีตีน มีแต่ปากยังหากินได้
คนเราอดตายหายาก ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้น่ะ
ค่าเรือคิดแค่ 200 บาท คิดอยู่ไม่ได้ต้อง 400 เอาเหลือ 300 ได้แต่แอบให้อีก 100 น่ะ อย่าบอกใคร
อย่าให้ใครเห็น
ไม่กวนใจคนอื่น ไม่ทำน่ะ ไม่กวนใจ คนขี้เกรงใจ
มีน้อยใช้มาก ภายหลังลำบาก
ขายอย่าให้แพง คนจะได้กินลง เวลาซื้อไปให้พอหม้อ
หามาปันกันกิน ช่างมัน
อกเขาอกเราเหมือนกัน
ของแพงกินไม่ลง
ไม่เอา ไม่โกง
หมดตังค์แล้วสบายดี ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องกิน
เกรงใจไม่เอา อาย กินฟรีได้ แต่ไม่อยากกิน
ไหนต้องล้าง ต้องตัก ของเขาขาย
สมัยนี้คนหุงข้าวด้วยฟืนไม่เป็น
คนไทยทำใจเย็น ๆ
เป็นหนี้ใครไม่ได้นอนไม่หลับ
สามหมื่นมาก หมื่นเดียวพอแล้ว
เอามากพอตายคนอื่นเอาหมด
ถ้าว่าไม่มี ก็ไม่ต้องเอา
คนเดียวไม่ต้องห่วง ไปไหนก็ได้ ไม่มีใครบังคับ
ภรรยาบอกว่า คลำดูมีหางอย่าเอา
มีเมียสามแล้วรวย แต่ต้องอยู่ด้วยกัน
เมียสาม แม่บ้าน แม่ค้า แม่ครัว
คิดว่าโชคดีไหมที่อายุยืน ไม่รู้มันยืนเอง
เกรงใจคน เกรงอกเกรงใจ
เขาเต็มใจให้ เดี๋ยวเขาว่าอีก
เฉย ไม่ทุรนทุรายของใคร
ใครรวยก็ช่าง เขาเอาไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเขา
เราทำให้ให้เขาลำบากไม่เอา
10 คน 10 ใจ บางคนคิดอย่างนี้ บางคนคิดอย่างนั้น
ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้นมีลง มีสูงมีต่ำ พอสุดท้ายก็ตาย
ตายแล้วอยากไปเกิดเป็นอะไร
ตายแล้วก็หนีเขาตูดวัว เข้าท้องวัว ตำรวจเมืองผีไม่เห็น ไปให้หวย ให้คนรวย ๆ
ตายแล้วใส่ลูกซองสั่นให้กูไปยิงเมืองผีด้วย
ถ้ายังไหว ก็ต้องทำ เบื่อไม่ได้
คนเดียว มีอะไรก็กินส่งไป
พอได้ปลามา อะไรก็ลืม ไม่คิดถึงภรรยา เช้าก็ขาย
ต้องมีเงินหมื่น ถึงจะพอกิน
อยู่บ้านสบายตัว แต่ไม่มีเงิน ใครจะให้ ไปหารายได้
ไม่อยู่บังคับใคร มีก็กิน ไม่มีก็ไม่กิน ไม่ขอใคร
หาปลาได้อัฐ ไม่ได้ปลาก็ทำปลาเค็มขาย
อดไม่ตาย หอยไม่มือมีตีน มีแต่ปากยังหากินได้
คนเราอดตายหายาก ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้น่ะ
ค่าเรือคิดแค่ 200 บาท คิดอยู่ไม่ได้ต้อง 400 เอาเหลือ 300 ได้แต่แอบให้อีก 100 น่ะ อย่าบอกใคร
อย่าให้ใครเห็น
ไม่กวนใจคนอื่น ไม่ทำน่ะ ไม่กวนใจ คนขี้เกรงใจ
มีน้อยใช้มาก ภายหลังลำบาก
ขายอย่าให้แพง คนจะได้กินลง เวลาซื้อไปให้พอหม้อ
หามาปันกันกิน ช่างมัน
อกเขาอกเราเหมือนกัน
ของแพงกินไม่ลง
ไม่เอา ไม่โกง
หมดตังค์แล้วสบายดี ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องกิน
เกรงใจไม่เอา อาย กินฟรีได้ แต่ไม่อยากกิน
ไหนต้องล้าง ต้องตัก ของเขาขาย
สมัยนี้คนหุงข้าวด้วยฟืนไม่เป็น
คนไทยทำใจเย็น ๆ
เป็นหนี้ใครไม่ได้นอนไม่หลับ
สามหมื่นมาก หมื่นเดียวพอแล้ว
เอามากพอตายคนอื่นเอาหมด
ถ้าว่าไม่มี ก็ไม่ต้องเอา
คนเดียวไม่ต้องห่วง ไปไหนก็ได้ ไม่มีใครบังคับ
ภรรยาบอกว่า คลำดูมีหางอย่าเอา
มีเมียสามแล้วรวย แต่ต้องอยู่ด้วยกัน
เมียสาม แม่บ้าน แม่ค้า แม่ครัว
คิดว่าโชคดีไหมที่อายุยืน ไม่รู้มันยืนเอง
เกรงใจคน เกรงอกเกรงใจ
เขาเต็มใจให้ เดี๋ยวเขาว่าอีก
เฉย ไม่ทุรนทุรายของใคร
ใครรวยก็ช่าง เขาเอาไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเขา
เราทำให้ให้เขาลำบากไม่เอา
10 คน 10 ใจ บางคนคิดอย่างนี้ บางคนคิดอย่างนั้น
ชีวิตคนเหมือนสะพาน มีขึ้นมีลง มีสูงมีต่ำ พอสุดท้ายก็ตาย
ตายแล้วอยากไปเกิดเป็นอะไร
ตายแล้วก็หนีเขาตูดวัว เข้าท้องวัว ตำรวจเมืองผีไม่เห็น ไปให้หวย ให้คนรวย ๆ
ตายแล้วใส่ลูกซองสั่นให้กูไปยิงเมืองผีด้วย
หลักคำสอน....คติเตือนใจคำคมโดยท่าน ว.วชิรเมธี
1. คนธรรมดาทำบุญก็อยากได้บุญ คนมีปัญญาทำบุญหวังจะเกิดในภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ชาวพุทธแท้ทำบุญเพื่อการปล่อยวางกิเลสอย่างสิ้นเชิง
2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย
3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี
4. นักปราชญ์ตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ
5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม
6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 เมตตา หน้า 2 คือ กรุณา หน้า 3 คือ มุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา
7. ยามปกติเลี้ยงลูกด้วยเมตตา ยามมีปัญหาคอยช่วยเหลือด้วยกรุณา ยามลูกทำดีคอยส่งเสริมด้วยมุทิตา ยามลูกทำผิดปล่อยให้รับกรรมด้วยตัวเอง คือ อุเบกขา
8. รอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์ แต่เป็นรอยเท้าแห่งจินตนาการ
9. การแก้กรรมคือการแก้ที่ความหลงผิด การแก้กรรมคือการเลิกทำความชั่ว ดังนั้นการแก้กรรมจึงไม่ใช่สำเร็จที่การสะเดาะเคราะห์หรือทำพิธีจากเกจิ
10. คนที่รู้เรื่องกรรมดีที่สุดคือตัวเราเอง คนที่แก้กรรมได้ดี่ที่สุดคือตัวของเรา การแก้กรรมต้องทำด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมแปลกๆ
11. คนขุดบ่อน้ำก็ลงต่ำอยู่ในดิน คนก่อกำแพงก็ขึ้นสูงตามกำแพงที่ก่อ ฉันนี้ฉันใดคนทั้งหลายก้เป็นเช่นนั้น จะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับการกระทำของตน
12. คนฉลาดชอบแกล้งโง่ คนโง่ชอบเสแสร้งว่าฉลาด ส่วนนักปราชญ์เรียนรู้ที่จะฉลาดและเรียนรู้ที่จะโง่
13. กฎแห่งกรรมไม่ต้องืวีซ่า กฎแห่งกรรมไม่ยกเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม กฎแห่งกรรมไม่มีวันหยุด กฎแห่งกรรมเที่ยงธรรมตลอดกาล
14. บิล เกตต์ เรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
15. อย่ายึดติดกับความหลัง อย่าฟังเสียงปาปมิตร (มิตรชั่ว) อย่ามัวคิดริษยา อย่าเสียเวลากับคนเลวทราม
16. คนส่วนใหญ่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน แต่คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์
17. ความไม่รู้เป็นยอดแห่งมลทิน ปัญญาเป็นยอดแห่งสิริมงคลความถ่อมตนเป็นยอดแห่งเสน่ห์
18. รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง
19. ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเรา
20. ยศ ทรัพย์ อำนาจเป็นเพียงมรรควิธีที่ทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเป้าหมายในการเกิดเป็นมนุ๋ย์
21. ทำผิดแล้วรู้สึกผิดต่อไปจะเป็นคนดี ทำผิดแล้วรู้สึกว่าเป็นความดีกาลกิณีจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
22. ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข
23. ความรักไม่เคยทำให้ใครทุกข์ การไม่รู้จักธรรมชาติของความรักต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ธรรมชาติของความรักคือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ดำรงอยู่ในท่ามกลาง และแตกดับไปในที่สุด
24. โลกนี้มีผี 6 ตัวที่น่ากลัวกว่าผีไหนๆ 1 ผีสุรา 2ผีเที่ยวกลางคืน 3. ผีมหรสพ (ติดใจในความบันเทิงจนเกินพอดี) 4 ผีการพนัน 5 ผีคบคนชั่วเป็นมิตร (คนชั่วอยู่ไหนชอบเถลไถลไปสนิทสนม) 6 ผีขี้เกียจ ผี 6 ตัวนี้ต้องปราบด้วยปฏิบัติธรรม
2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย
3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี
4. นักปราชญ์ตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ
5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม
6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 เมตตา หน้า 2 คือ กรุณา หน้า 3 คือ มุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา
7. ยามปกติเลี้ยงลูกด้วยเมตตา ยามมีปัญหาคอยช่วยเหลือด้วยกรุณา ยามลูกทำดีคอยส่งเสริมด้วยมุทิตา ยามลูกทำผิดปล่อยให้รับกรรมด้วยตัวเอง คือ อุเบกขา
8. รอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์ แต่เป็นรอยเท้าแห่งจินตนาการ
9. การแก้กรรมคือการแก้ที่ความหลงผิด การแก้กรรมคือการเลิกทำความชั่ว ดังนั้นการแก้กรรมจึงไม่ใช่สำเร็จที่การสะเดาะเคราะห์หรือทำพิธีจากเกจิ
10. คนที่รู้เรื่องกรรมดีที่สุดคือตัวเราเอง คนที่แก้กรรมได้ดี่ที่สุดคือตัวของเรา การแก้กรรมต้องทำด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมแปลกๆ
11. คนขุดบ่อน้ำก็ลงต่ำอยู่ในดิน คนก่อกำแพงก็ขึ้นสูงตามกำแพงที่ก่อ ฉันนี้ฉันใดคนทั้งหลายก้เป็นเช่นนั้น จะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับการกระทำของตน
12. คนฉลาดชอบแกล้งโง่ คนโง่ชอบเสแสร้งว่าฉลาด ส่วนนักปราชญ์เรียนรู้ที่จะฉลาดและเรียนรู้ที่จะโง่
13. กฎแห่งกรรมไม่ต้องืวีซ่า กฎแห่งกรรมไม่ยกเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม กฎแห่งกรรมไม่มีวันหยุด กฎแห่งกรรมเที่ยงธรรมตลอดกาล
14. บิล เกตต์ เรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
15. อย่ายึดติดกับความหลัง อย่าฟังเสียงปาปมิตร (มิตรชั่ว) อย่ามัวคิดริษยา อย่าเสียเวลากับคนเลวทราม
16. คนส่วนใหญ่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน แต่คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์
17. ความไม่รู้เป็นยอดแห่งมลทิน ปัญญาเป็นยอดแห่งสิริมงคลความถ่อมตนเป็นยอดแห่งเสน่ห์
18. รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง
19. ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเรา
20. ยศ ทรัพย์ อำนาจเป็นเพียงมรรควิธีที่ทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเป้าหมายในการเกิดเป็นมนุ๋ย์
21. ทำผิดแล้วรู้สึกผิดต่อไปจะเป็นคนดี ทำผิดแล้วรู้สึกว่าเป็นความดีกาลกิณีจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
22. ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข
23. ความรักไม่เคยทำให้ใครทุกข์ การไม่รู้จักธรรมชาติของความรักต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ธรรมชาติของความรักคือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ดำรงอยู่ในท่ามกลาง และแตกดับไปในที่สุด
24. โลกนี้มีผี 6 ตัวที่น่ากลัวกว่าผีไหนๆ 1 ผีสุรา 2ผีเที่ยวกลางคืน 3. ผีมหรสพ (ติดใจในความบันเทิงจนเกินพอดี) 4 ผีการพนัน 5 ผีคบคนชั่วเป็นมิตร (คนชั่วอยู่ไหนชอบเถลไถลไปสนิทสนม) 6 ผีขี้เกียจ ผี 6 ตัวนี้ต้องปราบด้วยปฏิบัติธรรม
ความรัก.... รู้ ไม่รู้ ก็เหมือนกัน
ความอยากรู้ และ ความไม่อยากรู้ ของคนเรา
ในช่วงเวลาเดียวกัน
มันอาจจะเกิดอารมณ์แบบนี้ขึ้นมาได้พร้อม ๆ กัน
ความอยากรู้กับสิ่งที่เราพยายามตั้งคำถาม
ในขณะที่เดียวกันความไม่อยากรู้ก็เกิดขึ้น
เพราะ.....กลัวว่าจะได้คำตอบไม่เหมือนกับที่ต้องการ
อยากรู้...........
กลายเป็นเหมือนอารมณ์หนึ่งของมนุษย์ที่พร้อมจะทำทุกอย่าง
ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ
ไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจเงื่อนไขต่าง ๆ
เพียงแค่ขอให้ตัวเองได้มีโอกาสที่จะรับรู้สิ่งที่เป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจ
ไม่อยากรู้..........
ดูเหมือนอารมณ์ที่จะตรงกันข้ามกัน
แต่จริงๆแล้วมันกลับเป็นอารมณ์ในทิศทางเดียวกัน
แต่ถูกกั้นให้เกิดความต่างแตกด้วยความกลัว
ความไม่กล้าที่จะรับรู้ความจริง
ความไม่กล้าที่จะรู้คำตอบของสิ่งที่เราอยากรู้นั้นเอง
ความรัก....
หลายครั้งที่มันก็มาพร้อมกับความอยากรู้และความไม่อยากรู้
อยากรู้ว่าคุณคิดอย่างไง...?
อยากรู้ว่าคุณสนใจฉันมั๊ย...?
อยากรู้ว่าคุณพร้อมจะเคียงข้างกันหรือเปล่า....?
นั้นทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายกับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้
แต่ในทางตรงกันข้าม
ความรัก...ที่ทำให้คนเราอยากรู้เรื่องมากมาย
ก็สร้างเงื่อนไขบางอย่าง...ให้ความอยากรู้นั้นเกิดสะดุด
เพราะคนจำนวนมากเกิดกลัวคำตอบที่จะได้รับขึ้นมา
กลัวว่าจะยอมรับมันไม่ได้
กลัวว่าคำตอบจะไม่เป็นอย่างที่คิด ....
และก็กลัวอะไรอีกหลายหลาก
เรื่องบางเรื่อง การรู้หรือไม่รู้อาจจะไม่ใช่สาระสำคัญ
การทำอะไรซักอย่างบนความไม่รู้
หลายครั้งมันกลับกลายเป็นเรื่องที่ดี
ที่ทำให้คนเราพร้อมจะทำอะไรที่ตัวเองมีความสุขอย่างนั้นไปเรื่อยๆ
บางครั้งคนเราก็คงต้องกลับมาถามตัวเองว่า....
เราพร้อมจะรู้หรืออยากจะอยู่กับความไม่รู้แบบนี้
อันดีไหนกว่า.....
คุณเท่านั้นที่รู้ว่าคุณจะเลือกแบบไหน
"ความรัก.... รู้ ไม่รู้ ก็เหมือนกัน" ใช่มั๊ย
ในช่วงเวลาเดียวกัน
มันอาจจะเกิดอารมณ์แบบนี้ขึ้นมาได้พร้อม ๆ กัน
ความอยากรู้กับสิ่งที่เราพยายามตั้งคำถาม
ในขณะที่เดียวกันความไม่อยากรู้ก็เกิดขึ้น
เพราะ.....กลัวว่าจะได้คำตอบไม่เหมือนกับที่ต้องการ
อยากรู้...........
กลายเป็นเหมือนอารมณ์หนึ่งของมนุษย์ที่พร้อมจะทำทุกอย่าง
ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ
ไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจเงื่อนไขต่าง ๆ
เพียงแค่ขอให้ตัวเองได้มีโอกาสที่จะรับรู้สิ่งที่เป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจ
ไม่อยากรู้..........
ดูเหมือนอารมณ์ที่จะตรงกันข้ามกัน
แต่จริงๆแล้วมันกลับเป็นอารมณ์ในทิศทางเดียวกัน
แต่ถูกกั้นให้เกิดความต่างแตกด้วยความกลัว
ความไม่กล้าที่จะรับรู้ความจริง
ความไม่กล้าที่จะรู้คำตอบของสิ่งที่เราอยากรู้นั้นเอง
ความรัก....
หลายครั้งที่มันก็มาพร้อมกับความอยากรู้และความไม่อยากรู้
อยากรู้ว่าคุณคิดอย่างไง...?
อยากรู้ว่าคุณสนใจฉันมั๊ย...?
อยากรู้ว่าคุณพร้อมจะเคียงข้างกันหรือเปล่า....?
นั้นทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายกับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้
แต่ในทางตรงกันข้าม
ความรัก...ที่ทำให้คนเราอยากรู้เรื่องมากมาย
ก็สร้างเงื่อนไขบางอย่าง...ให้ความอยากรู้นั้นเกิดสะดุด
เพราะคนจำนวนมากเกิดกลัวคำตอบที่จะได้รับขึ้นมา
กลัวว่าจะยอมรับมันไม่ได้
กลัวว่าคำตอบจะไม่เป็นอย่างที่คิด ....
และก็กลัวอะไรอีกหลายหลาก
เรื่องบางเรื่อง การรู้หรือไม่รู้อาจจะไม่ใช่สาระสำคัญ
การทำอะไรซักอย่างบนความไม่รู้
หลายครั้งมันกลับกลายเป็นเรื่องที่ดี
ที่ทำให้คนเราพร้อมจะทำอะไรที่ตัวเองมีความสุขอย่างนั้นไปเรื่อยๆ
บางครั้งคนเราก็คงต้องกลับมาถามตัวเองว่า....
เราพร้อมจะรู้หรืออยากจะอยู่กับความไม่รู้แบบนี้
อันดีไหนกว่า.....
คุณเท่านั้นที่รู้ว่าคุณจะเลือกแบบไหน
"ความรัก.... รู้ ไม่รู้ ก็เหมือนกัน" ใช่มั๊ย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




